IN NEWS

รัฐฯแจง'บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ' แจกยาไม่เน้นทำสวยชี้ใช้เวลาพิจารษ5ปี



กรุงเทพฯ-รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม มีระบบการเบิกจ่ายชัดเจน กำหนดเกณฑ์อายุ 18 ปีขึ้นไปเป็นบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายสัญชาติไทย และต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านสปสช. ระบุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เป็นสิทธิประโยชน์ด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่ผ่านการพิจารณาตามกลไกปกติของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่การเสนอประเด็น การทบทวนข้อมูลวิชาการ การหารือผู้เชี่ยวชาญ ราชวิทยาลัย หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ก่อนเข้าสู่มติบอร์ด สปสช. ย้ำเป้าหมายหลักคือ ลดการใช้ฮอร์โมนเองนอกระบบ ดูแลสุขภาพกาย-สุขภาพจิต และจัดบริการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หรือ puberty blocker ในเด็ก นั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงแล้วว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตาม Protocol ที่กำหนดไว้ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายของบริการ คือ บุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายที่มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว สำหรับกรณีผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถแสดงความยินยอมได้ด้วยตนเอง และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบางกรณีมีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง สามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีความชำนาญกว่าได้

“บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงยาได้โดยไม่มีระบบกำกับ แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น โดยในขณะนี้ Protocol ที่เบิกจ่ายได้ครอบคลุมผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และจากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย ไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่เข้าเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ภายใต้สิทธิบัตรทอง กลุ่มคนข้ามเพศสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนข้ามเพศ ได้ทั้งแบบ ยาเม็ดและยาฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ภาวะสุขภาพเดิม และผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ “การจ่ายยา” เท่านั้น แต่เป็นการดูแลแบบครบวงจร ทั้งนี้ การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน

สปสช. ระบุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เป็นสิทธิประโยชน์ด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่ผ่านการพิจารณาตามกลไกปกติของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่การเสนอประเด็น การทบทวนข้อมูลวิชาการ การหารือผู้เชี่ยวชาญ ราชวิทยาลัย หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ก่อนเข้าสู่มติบอร์ด สปสช. ย้ำเป้าหมายหลักคือ ลดการใช้ฮอร์โมนเองนอกระบบ ดูแลสุขภาพกาย-สุขภาพจิต และจัดบริการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์

สปสช.แจงบริการมาตั้งแต่ปี 2563ยึดหลักวิชาการ-ดูแลความปลอดภัย

 

ด้านนพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน

นพ.นิธิวัชร์ กล่าวว่า ข้อเสนอนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2563 จากการระดมสมองและจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอหัวข้อปัญหา/เทคโนโลยี จากกลุ่มผู้ป่วย ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป จากนั้นเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกหัวข้อ ทบทวนวรรณกรรม ศึกษาข้อมูล และพิจารณาโดยคณะทำงานและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายชุด ก่อนเสนอให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. พิจารณาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568

“หากนับตั้งแต่ข้อเสนอเข้าสู่ระบบในปี 2563 จนถึงมติบอร์ด สปสช. ในปี 2568 จะเห็นว่าใช้เวลากว่า 5 ปี และเป็นการดำเนินงานตามขั้นตอนปกติของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่การรับฟังข้อเสนอ การทบทวนหลักฐาน การหารือผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการพิจารณาโดยคณะกรรมการตามกฎหมาย” นพ.นิธิวัชร์ กล่าว

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอำนาจกำหนดประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข

สำหรับกระบวนการจัดทำข้อเสนอ สปสช. ได้หารือร่วมกับหน่วยงานวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน อาทิ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย สมาคมเพศวิทยาคลินิก สมาคมเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสุขภาพคนข้ามเพศ

นพ.นิธิวัชร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของบริการนี้ไม่ใช่การเปิดให้ใช้ฮอร์โมนอย่างเสรี แต่เป็นการนำผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแล เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อยาใช้เอง ใช้ยาผิดวิธี หรือไม่ได้รับการติดตามผลอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากยาและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

“หลักสำคัญคือ ทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับบริการเข้าถึงการดูแลที่ปลอดภัย มีการให้คำปรึกษา ประเมินสุขภาพ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ จ่ายยาโดยหน่วยบริการที่มีความพร้อม และติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปใช้ยาเองนอกระบบโดยไม่มีการดูแลทางการแพทย์” นพ.นิธิวัชร์ กล่าว

บริการดังกล่าวจัดอยู่ในสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยมีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 20,000 คน ครอบคลุมบริการตามความจำเป็น ได้แก่ การให้คำปรึกษา การวินิจฉัย การประเมินสุขภาพ การตรวจข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน การจ่ายยาฮอร์โมน และการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานทางการแพทย์

นพ.นิธิวัชร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยบริการที่จะให้บริการได้ต้องเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และมีศักยภาพในการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ปัจจุบันมีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนศักยภาพบริการฮอร์โมนสำหรับผู้รับบริการอายุ 18 ปีขึ้นไปแล้ว 17 หน่วย และอยู่ระหว่างรอพิจารณาศักยภาพอีก 4 หน่วย

“การออกแบบสิทธิประโยชน์นี้อยู่บนหลักการเดียวกับการพัฒนาสิทธิประโยชน์อื่นในระบบบัตรทอง คือ ต้องมีเหตุผลด้านสุขภาพ มีกระบวนการพิจารณา มีการรับฟังผู้เกี่ยวข้อง มีระบบบริการรองรับ และมีมาตรการกำกับคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่จำเป็น ปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว