IN NEWS

สรุปผลประชุมครม.ใน6ประเด็นที่น่าสนใจ โดย'พิพัฒน์'นั่งประธานที่อาคารรัฐสภา



กรุงเทพฯ-สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานครโดยมีสาระสำคัญดังนี้

เห็นชอบอิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ (30 มิถุนายน 2569) เห็นชอบกรณีรัฐบาลสาธารณรัฐอิรักเสนอขอเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ หลังอิรักแสดงความประสงค์กลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์ภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิรักในปี 2569

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างสองประเทศ และเปิดโอกาสขยายความร่วมมือในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งอิรักเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งอิรักเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของไทย รวมถึงด้านการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวอิรักเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีจำนวน 15,644 คน เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจากปีก่อน ทั้งยังช่วยเสริมบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเพิ่มศักยภาพในการดูแลคนชาติอิรักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ครม.ไฟเขียวปฏิญญาAbu Dhabi Dialogueหนุนจ้างงานเป็นธรรม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 (Abu Dhabi Dialogue Eighth Ministerial Declaration) เพื่อใช้เป็นกรอบความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างปฏิญญาฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย เป็นระเบียบ และถูกกฎหมาย ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในทุกช่วงของการจ้างงาน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง การจัดหางานที่โปร่งใสและเป็นธรรม การคุ้มครองแรงงานระหว่างการทำงานในประเทศปลายทาง ตลอดจนการสนับสนุนการเดินทางกลับและการกลับคืนสู่ตลาดแรงงานของประเทศต้นทางอย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และทักษะที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการยอมรับคุณวุฒิและทักษะวิชาชีพระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน ยกระดับรายได้ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของแรงงานในตลาดแรงงานโลก

รัฐบาลเห็นชอบผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ ระยอง 

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อเป็นกรอบกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวังจันทร์ ตำบลชุมแสง ตำบลป่ายุบใน และตำบลพลงตาเอี่ยม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง รวมพื้นที่ประมาณ 394.41 ตารางกิโลเมตร โดยกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็น 11 ประเภท เช่น ที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ ชนบทและเกษตรกรรม พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ สถาบันการศึกษา ศาสนา และพื้นที่ราชการ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผังเมืองดังกล่าวจะช่วยกำกับการเติบโตของชุมชนวังจันทร์ให้เป็นระบบ รองรับการขยายตัวของพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำ ป่าไม้ ระบบนิเวศ และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยมีการกำหนดโครงข่ายถนน ระบบขนส่งผู้โดยสาร โรงผลิตน้ำประปา โรงบำบัดน้ำเสีย สวนสาธารณะ ระบบระบายน้ำ และพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชน

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยเฉพาะการกำกับการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผังเมือง การคุ้มครองพื้นที่ลุ่มน้ำ ป่าไม้ พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำประแสร์และแม่น้ำประแสร์ รวมถึงการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

ความพึงพอใจปชช.ต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ดำเนินการสำรวจฯ ประชาชนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์และการลงพื้นที่สำรวจ ณ จุดบริการของหน่วยงานของรัฐ จำนวน 11,251 ตัวอย่าง (จำนวนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐที่ตอบแบบสำรวจ) สรุปได้ ดังนี้

1. ผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 โดยประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.20 (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.03) ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุดด้านเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ ร้อยละ 85.70 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานมีการพัฒนาศักยภาพและจิตใจในการให้บริการที่ดีของเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนและระยะเวลา ร้อยละ 84.64 ด้านสถานที่ ร้อยละ 84.43 และด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ร้อยละ 81.99 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจของประชาชนด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ลดลงจากร้อยละ 84.31 ในปี 2567 เนื่องจากประชาชนมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของระบบออนไลน์
ทั้งนี้ งานบริการที่ประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การซื้อขายทรัพย์ทอดตลาด (กระทรวงยุติธรรม) การขอจัดตั้งโรงเรียนเอกชน (กระทรวงศึกษาธิการ) และงานทะเบียนธุรกิจ (กระทรวงพาณิชย์) ตามลำดับ

2. ผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ 
โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.12 (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีความเชื่อมั่นในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 80.63 และเพิ่มขึ้นในทุกด้าน) ซึ่งประชาชนมีความเชื่อมั่นสูงสุดด้านการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 85.68 ด้านการให้บริการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ น่าเชื่อถือ ร้อยละ 85.39 ด้านการให้บริการอย่างเท่าเทียม ร้อยละ 84.94 ด้านการให้ความสำคัญต่อข้อคิดเห็นของประชาชนและนำมาพัฒนางานบริการ ร้อยละ 82.60 และด้านการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการออกแบบงานบริการหรือดำเนินการร่วมกับภาครัฐ ร้อยละ 82.02 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะของประชาชนต่องานบริการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องการให้มีการพัฒนาบริการให้ดีขึ้น 3 อันดับแรก คือ การให้บริการของสถานพยาบาล ร้อยละ 41.61 งานทะเบียนราษฎร ร้อยละ 16.78 และงานทะเบียนที่ดิน ร้อยละ 12.84 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานบริการที่ประชาชนใช้บริการ ณ จุดบริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลต่อการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ 
ความเพียงพอของเจ้าหน้าที่ และระยะเวลารอคอย

3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ 
จากผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในปี 2568 (ตามข้อ 2) เป็นโอกาสให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ดังนี้
3.1 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของงานบริการออนไลน์ (e-Service) เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนางานบริการออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (End to End Service) เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการออนไลน์มากขึ้น
3.2 เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบงานบริการหรือดำเนินการร่วมกับภาครัฐ เช่น การจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นที่เปิดให้ประชาชนหรือภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบบริการ เพื่อให้หน่วยงานพัฒนางานบริการได้ตรงตามความต้องการของประชาชน
3.3 จัดทำระบบคิวและนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ ณ หน่วยงาน และระบบแจ้งเตือนการนัด เพื่อสร้างความโปร่งใสของระบบคิว และลดระยะเวลารอคอยก่อนรับบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชน
3.4 สื่อสารข้อมูลงานบริการที่ ชัดเจน หลากหลายช่องทางและสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับความชัดเจนของข้อมูลงานบริการที่ประชาชนได้รับ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐให้ดียิ่งขึ้น
3.5 จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) แทนการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสารกระดาษ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงและประมวลผลข้อมูล รวมทั้งรองรับการพัฒนาการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

4. ประโยชน์ของการดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของภาครัฐเป็นผลลัพธ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนเป็นข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและออกแบบบริการต่าง ๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ

ครม.เห็นชอบการรับการปฏิบัติการทุ่นระเบิดในยูเครน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการร่วมรับรองเอกสาร ผลลัพธ์การประชุมว่าด้วยการปฏิบัติการทุ่นระเบิดในยูเครน (Ukraine Mine Actior Conference: UMAC) (การประชุม UMAC) ค.ศ.2025 (เอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ.2025) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม UMAC ค.ศ.2025 ระหว่างวันที่ 22 - 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีญี่ปุ่นและยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมภายใต้หัวข้อการเร่งรัดเพื่อฟื้นฟูประเทศ (Acceleration toward Reconstruction) มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดคำมั่นทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและความร่วมมือระหว่างประเทศในการช่วยเหลือยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เนื้อหาสาระของเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 สอดคล้องกับหลักการในข้อ 5 (ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) และข้อ 6 (ด้านการให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ) ของอนุสัญญาห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti- Personnel Mines and on Their Destruction: APMBC) (อนุสัญญา APMBC) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและยึดถือมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในเชิงถ้อยคำ เอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ไม่ได้พาดพิงหรือมุ่งโจมตีรัสเซียโดยตรง แม้จะมีการระบุในวรรคที่ 1 ในส่วนของภาคอารัมภบท ซึ่งใช้คําว่า "สงครามที่สหพันธรัฐรัสเซียกระทำต่อยูเครนซึ่งยังคงดำเนินอยู่ (ongoing war of the Russian Federation against Ukraine)"  ซึ่งฝ่ายไทยจะระมัดระวังถ้อยคำในลักษณะนี้ ในเอกสารต่าง ๆ ในกรอบสหประชาชาติ แต่เมื่อคำนึงถึงสาระของเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ในภาพรวมแล้ว การรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ.2025 จะยังอยู่ในวิสัยที่ประเทศไทยจะสามารถทำได้  และเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่ม่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ประกอบกับไม่มีการลงนามในเอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ครม. เห็นชอบ(ร่าง)แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566–2570 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566–2570 ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติเสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนฉบับนี้กำหนดวิสัยทัศน์ให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ และเติบโตเป็น "พลเมืองไทยในพลเมืองโลก" ที่มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม

สาระสำคัญของแผนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย การเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการเคารพความหลากหลาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถใช้ชีวิต อยู่ร่วมกับผู้อื่น และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในทุกมิติ โดยส่งเสริมบทบาทของครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้ร่วมกันดูแลและพัฒนาเด็ก ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการพัฒนาสังคมตามช่วงวัย รวมถึงการยกระดับระบบฐานข้อมูล การติดตามประเมินผล และการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเด็กและเยาวชน เพราะเด็กในวันนี้คือกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต แผนปฏิบัติการฉบับนี้จึงเป็นกรอบสำคัญที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีภูมิคุ้มกัน พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต และก้าวสู่การเป็นพลเมืองไทยในพลเมืองโลกที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมั่นคง" ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว