IN NEWS
นายกฯรุกเปิด'สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง' 'เกษตรฯ-คลัง-ธ.ก.ส.'ลดต้นทุนการผลิต
กรุงเทพฯ-นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง “เกษตรฯ-คลัง-ธ.ก.ส.” ผนึกกำลังลดต้นทุนการผลิต หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำและนายกฯย้ำสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งไม่กระทบงบฯ เน้นลดภาระประชาชน พร้อมเดินหน้าลงทุนป้องกันน้ำท่วม แก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนครศรีอยุธยา จำกัด อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรเข้าร่วมงานประมาณ 2,000 คน

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการยกระดับภาคการเกษตรไทยจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน” โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการต้นทุน การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมบูรณาการสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร อาทิ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การวางแผนการเพาะปลูก การใช้โดรนและเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สามารถกู้เงินได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี และเกษตรกรชำระดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ พร้อมเข้ารับการพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) จาก ธ.ก.ส. และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เงินกู้จัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ และใช้เมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืชที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การใช้เงินกู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมการสาธิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อส่งเสริมการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ โดรนการเกษตร ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน สามารถใช้ฉีดพ่นสาร หว่านเมล็ด หว่านปุ๋ย และขนส่งวัสดุทางการเกษตร ช่วยลดต้นทุนแรงงาน ลดการใช้สารเคมี เพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติงาน และลดค่าบำรุงรักษาเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่นำมาจัดแสดงภายในงานอีกด้วย
นายกฯย้ำสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งไม่กระทบงบฯ

เวลา 11.30 น. ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนครศรีอยุธยา จำกัด อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการช่วยลดภาระดอกเบี้ยของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังมุ่งเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรผ่านการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้สมัยใหม่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลด้านคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การวางแผนบริหารต้นทุน และการจัดการผลผลิต ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะ (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) ให้เกษตรกร เช่นเดียวกับโครงการ “คนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยผู้ประกอบการบริหารต้นทุน ขยายตลาด และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือโครงการฟลัดเวย์ (Floodway) ว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ที่ผ่านมาเกิดความล่าช้าจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์โควิด-19 ภัยพิบัติ สงคราม และความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลให้รัฐบาลต้องขยายระยะเวลาสัญญาก่อสร้างตามความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลจะเร่งบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าเพิ่มเติม โดยโครงการใดที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นลำดับขั้นตอน หากโครงการลำดับแรกยังไม่แล้วเสร็จจนเป็นอุปสรรคต่อโครงการถัดไป จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น และหากโครงการใดสามารถดำเนินการแบบคู่ขนานกันได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนงานที่กำลังก่อสร้างอยู่ ก็ให้ดำเนินการไปพร้อมกันทันที ส่วนแหล่งเงินงบประมาณนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณปกติ รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ทั้งนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการป้องกันอุทกภัยและด้านการบริหารจัดการน้ำมีความคุ้มค่ามากกว่าการจ่ายเงินเยียวยาในระยะยาว เนื่องจากทุกปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณกว่า 30,000 - 40,000 ล้านบาท สำหรับการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน 3 วัน ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานถาวรจะเกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาระยะยาวมากกว่า ทั้งช่วยเกษตรกรในการจัดเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และยังสามารถผันน้ำส่วนเกินออกสู่อ่าวไทยได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเมือง
นายกรัฐมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหลายโครงการได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเฉพาะในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีโครงการก่อสร้างรวม 7 โครงการ รวมถึงการดำเนินงานของกรมโยธาธิการและผังเมืองในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการระบบป้องกันอุทกภัยทั้งระบบของรัฐบาล
