IN NEWS
นายกฯไทย-จีนร่วมลงนามเอ็มโอยู15ฉบับ เดินหน้าความร่วมมือศก./ความมั่นคง2+2
กรุงเทพฯ-นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความมั่นคง ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MoU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ
วันนี้ (จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถินกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (เร็วกว่าไทย 1 ชวโมง) ณ ห้อง East Hall ชัน 1 มหาศาลาประชาชน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ไทยและจีนเพิ่งรวมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อร่วมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแก่ภูมิภาคและประชาคมโลก
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่ถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการอย่างสมพระเกียรติ พร้อมยืนยันไทยสนับสนุนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปค และจะเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น เดือนพฤศจิกายนนี้
5 ประเด็นความร่วมมือหลัก
นายกรัฐมนตรีเสนอเร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2 ด้าน ดังนี้

1. การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับการลงทุนคณภาพจากจีนที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำ FTA เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
2. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซย และสิงคโปร์
3. ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร
4. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม
5. การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน

นายกรัฐมนตรียังขอบคุณจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวไทยผ่านการโปรโมทบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของจีน พร้อมยืนยันความพร้อมดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีบนพื้นฐานความจริงใจ และชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา ทั้งนี้ ไทย-จีน ยังคงยึดกฎกติกาสากลภายใต้กรอบสหประชาชาติและ WTO ลงนาม MoU 15 ฉบับ

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก
1. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
5. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
6. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข
7. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว
8. บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
9. พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
10. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย
12. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
13. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก
14. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
15. ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังจากนั้น เวลา 12.00 น. นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ
“พาณิชย์”เร่งเครื่องดันสินค้าไทยเข้าตลาดจีน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 - 20 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนในทุกมิติ
นางศุภจี เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีจีน (นายหลี่ เฉียง) และประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (นายจ้าว เล่อจี้) เพื่อขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าพรีเมียมของไทยที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ โดยไทยมุ่งหวังให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน โดยผลักดันการใช้ Local Content ในไทย นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะ
การขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

ในโอกาสนี้ ตนได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
1) MoU ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์สองฝ่าย ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเจรจาความตกลงยกระดับการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) โดยจะมีการจัดตั้งกลไกการประสานงานสองฝ่าย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทและยกระดับขีดความสามารถของ MSMEs ให้สามารถมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว และ 2) MoU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนกำหนดจุดติดต่อประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดภายในประเทศและ
บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของแต่ละฝ่าย
“กระทรวงพาณิชย์จะสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ผู้นำสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้จากการเยือนทางการของท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ในการประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งดิฉันและท่านรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง ของจีนจะทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกันต่อไป” นางศุจีกล่าว
ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีนมีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับปี 2567 และในปี 2569 (มกราคม - พฤษภาคม) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยแบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 18,754.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากจีนมาไทย 55,386.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของไทย อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา ในขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากจีน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยที่สะท้อนบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงไทยกับห่วงโซ่อุปทานการในผลิตในระดับโลกอีกด้วย
ไทย–จีน ลงนาม2เอ็มโอยูร่วมมือภาคการเกษตรยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน กับนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในห้วงการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
พิธีสารดังกล่าวฯ เป็นผลจากการหารือและเจรจาร่วมกันระหว่างกรมประมงและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับเป็นกรอบความร่วมมือด้านการตรวจสอบ การกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนการกำกับดูแลการค้าสัตว์น้ำระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในการยกระดับระบบการกำกับดูแลด้านสุขอนามัยสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทั้งสองฝ่ายกำหนด อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการส่งออกสัตว์น้ำของประเทศไทย และสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าสัตว์น้ำระหว่างทั้งสองประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภค ประมาณ 1,850 ล้านบาท หากลงนามพิธีสารคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กว่า 500 ล้านบาท
ในโอกาสเดียวกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Field of Rural Water, Hydropower and Irrigation) กับนายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท การชลประทาน การบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างสองประเทศ และยกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำระหว่างไทยและจีนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวิจัยร่วม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ อีกด้วย
“ความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
