MARKETING
ไทวัสดุพลิกต้นทุนพลังงานสู่แต้มต่อธุรกิจ เปิดโมเดลSmart Green Retail Ecosystem
กรุงเทพฯ 30 กรกฎาคม 2569 – ไทวัสดุ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อบ้าน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งปัจจุบันมี 91 สาขา ครอบคลุม 53 จังหวัดทั่วประเทศ เปิดเผยผลสำเร็จของการพัฒนา “Smart Green Retail Ecosystem” โมเดลการบริหารจัดการพลังงานที่ผสาน AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจาก ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และยกระดับการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการดำเนินงานดังกล่าว ไทวัสดุ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งมีขนาดเทียบเท่า กับการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนมากกว่า 3.4 ล้านต้น หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ได้กว่า 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี พร้อมทั้ง ลดต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ได้รวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลงทุนด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถ ในการแข่งขันของธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมตามแนวทาง CRC Care for the Environment
นายธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล โฮม กล่าวว่า “สำหรับไทวัสดุ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคมหรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว เพราะในอนาคตความได้เปรียบของธุรกิจค้าปลีกจะไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนสาขาหรือยอดขายเท่านั้น แต่จะรวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการพลังงาน ทรัพยากร และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงานและความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ”
“Smart Green Retail Ecosystem จึงเป็นมากกว่าการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แต่คือการวางรากฐานของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านการผสาน AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว เราเชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้กับลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”
ภายใต้โมเดลดังกล่าว ไทวัสดุ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 3 กลไกหลัก ที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ได้แก่ AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ระดับสาขา ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงการขนส่งสินค้าและการส่งมอบถึงมือลูกค้า (Last-mile Delivery)
1) Smart Energy Management – ใช้ AI บริหารพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพสโตร์
- หนึ่งในต้นทุนสำคัญของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่คือระบบปรับอากาศ ซึ่งต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลาทำการ ไทวัสดุจึงร่วมมือกับ Samsung นำระบบ Samsung SmartThings Pro และ Smart HVAC มาใช้บริหารจัดการพลังงานภายในสโตร์ โดยนำร่องใน 3 สาขา ได้แก่ บางใหญ่ นครอินทร์ และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่และมีระยะเวลาการใช้งานระบบปรับอากาศยาวนาน
- ระบบใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิและรูปแบบการใช้งานแบบเรียลไทม์ ก่อนปรับการทำงานของระบบ HVAC ให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อผ่าน Dashboard กลาง ช่วยให้ทีมงานส่วนกลางสามารถติดตามการใช้พลังงาน สถานะอุปกรณ์ และตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้นจากส่วนกลางผลจากโครงการนำร่องใน 3 สาขา พบว่า ระบบช่วยควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำขึ้นประมาณ 1–1.5 องศาเซลเซียส และลดการใช้พลังงานของระบบปรับอากาศได้เฉลี่ยประมาณ 10% โดยสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 192,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 24 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (รวมทั้ง 3 สาขา) ทั้งนี้ หากผลการดำเนินงาน เป็นไปตามเป้าหมาย ระบบมีศักยภาพในการขยายการใช้งานเพิ่มเติมอีก 28 สาขา รวมเป็น 31 สาขาซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 248 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
2) Clean Energy – Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าสะอาด ลดต้นทุน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
- นอกเหนือจากการยกระดับการบริหารจัดการพลังงานภายในสโตร์ด้วย AI แล้ว ไทวัสดุยังเดินหน้าลงทุนด้าน Clean Energy ผ่านการติดตั้งระบบ Solar Rooftop อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน
- ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม ติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 86 สาขาทั่วประเทศ มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 74 เมกะวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้ประมาณ 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 398 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 47,362 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเดินหน้าติดตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้ ครอบคลุม 100% ของสาขาภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าไฟฟ้า และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
3) Green Logistics – ยกระดับโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ด้วย EV Truck รองรับธุรกิจและการจัดส่งยุคใหม่
- ไทวัสดุเดินหน้าพัฒนา Green Logistics โดยนำ EV Truck มาใช้ในระบบขนส่งสินค้า ทั้งการขนส่งระหว่างศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขาและการจัดส่งถึงบ้านลูกค้า (Last-mile Delivery) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพการให้บริการ
- ปัจจุบัน ไทวัสดุมี EV Truck จำนวน 27 คัน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 32 คันภายในปี 2569 คิดเป็น 17% ของรถขนส่งทั้งหมด พร้อมแผนขยายฟลีทรถไฟฟ้าเพิ่มเฉลี่ย 5 คันต่อปี โดยคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ประมาณ 901,000 ลิตรต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้กว่า 8.2 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้ายังช่วยลดเสียงรบกวนและมลพิษจากการขนส่งในพื้นที่ชุมชน ทำให้การให้บริการจัดส่งสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่กับคุณภาพการบริการ
“Smart Green Retail Ecosystem” จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดมาใช้ในแต่ละส่วนของธุรกิจ แต่คือการเชื่อมโยง AI Smart Energy Management, Clean Energy และ Green Logistics ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การบริหารจัดการภายในสาขา การผลิตไฟฟ้าสะอาด ไปจนถึงการขนส่งสินค้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่ เติบโตบนพื้นฐานของประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน พร้อมวางรากฐานสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว นายธนวัฒน์ กล่าวสรุป
