POLITICS

'พลพีร์-เจเศรษฐ์'สั่งลุยจัดระเบียบสังคม 'เอกซเรย์ผับกลุ่มเสี่ยงเข้มคุมอาวุธปืน



กรุงเทพฯ-“พลพีร์ - เจเศรษฐ์” เดินหน้าจัดระเบียบสังคมเชิงรุกทั่วประเทศ “เอกซเรย์สถานประกอบการกลุ่มเสี่ยง - เข้มคุมอาวุธปืน และยกระดับเฝ้าระวังผู้ต้องหาคดีทางเพศห้ามเข้าใกล้สถานศึกษาเด็ดขาด”

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 69 เวลา 14.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ชุดเฉพาะกิจอำนวยการจัดระเบียบสังคม ฉกอ.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นพ.ภานุ พรวัฒนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.วีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพีรพร สุวรรณฉวี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิฬุรห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้อำนวยการสำนัก กอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย และมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

นายพลพีร์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกฝ่ายสำหรับผลการปฏิบัติภารกิจในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่เราได้ประชุมกันในครั้งก่อน ซึ่งผลงานที่ปรากฏได้สร้างการรับรู้และจดจำแก่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของเราเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นใครหรือประกอบธุรกิจอะไร หากกระทำผิดกฎหมายก็ต้องว่ากันไปตามผิด

สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำ คือ การจัดทำข้อมูลเชิงลึกในระดับพื้นที่ก่อนการเข้าปฏิบัติการจริง แม้ในปัจจุบันหลายจังหวัดจะทราบดีว่าสถานประกอบการหรือโรงแรมใดมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่อย่างไรก็ตาม แต่กลับยังพบการเปิดให้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องตระหนักถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย หากปล่อยปละละเลยอาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อาญา มาตรา 157 ได้ ทั้งนี้ การจัดระเบียบและการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด หากเกิดสถานการณ์วิกฤตหรืออุบัติภัยขึ้นในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศซึ่งยากจะประเมินความเสียหาย” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวต่อไปว่า ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนปัญหาของโรงแรมและที่พักที่ไม่เข้าร่วมระบบ ไม่ว่าจะเป็นทุนชาติไหนหรือสีอะไร เขาไม่เคยรายงานข้อมูลการเข้าพัก รายชื่อ หรือการถือวีซ่าของคนต่างชาติตามกฎหมายเลย ย้อนหลังไปถึง 5 ปี ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เขตห้วยขวาง โรงแรมเปิดมา 9 ปี ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท คนไทยถือหุ้น 99% สิงคโปร์ถือ 1% แต่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าพักถึง 99.5% และชำระเงินผ่าน Alipay ทั้งหมด ประเทศไทยเราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากนี้ยังไม่นับรวมความเสี่ยงที่กลุ่มสแกมเมอร์ ทุนเทา หรือแก๊งค้ายาใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวด้วย

ข้อสั่งการของผมในวันนี้ จึงอยากขอความร่วมมือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ให้เร่งรัดสแกนและตรวจสอบสถานประกอบการรวมถึงโรงแรมในพื้นที่ทั้งหมดอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้ชัดเจนว่ามีใบอนุญาตถูกต้องกี่แห่ง และไม่มีใบอนุญาตอีกกี่แห่ง พร้อมทั้งรายงานผลกลับมายังกรมการปกครองภายใน 7 วัน ซึ่งหากพื้นที่ใดพบอุปสรรคหรือไม่มั่นใจในการแก้ไข ขอให้นำ 'ภูเก็ตโมเดล' ไปปรับใช้ และหากผู้ประกอบการรายใดไม่ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการจัดระเบียบ ก็อย่าปล่อยให้เปิดทำการโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ในประเด็นของยาเสพติดและกัญชา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเรากลายเป็นฮับส่งออกโดยไม่ตั้งใจ ทั้งกรณีการลักลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมขึ้นเครื่องบิน หรือการส่งออกไอซ์กว่า 1 ตันที่ต้องผ่านหลายจังหวัด เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีและพวกผมยอมรับไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะร้านกัญชา แม้จะเป็นนโยบายรัฐบาล แต่กฎหมายระบุชัดว่าต้องใช้ 'เพื่อทางการแพทย์เท่านั้น' ร้านใดไม่มีใบอนุญาต ใบอนุญาตหมดอายุ ขาดแพทย์หรือเภสัชกรประจำตามกฎหมาย หรือขายให้ผู้ซื้อที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ ท่านต้องสั่งปิดทันที

นายพลพีร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในเชิงโครงสร้างและการดำเนินคดี จากการลงพื้นที่ตรวจพบว่าสถานที่กระทำผิด 100% ยังเปิดให้บริการเย้ยกฎหมายอยู่จนถึงทุกวันนี้ จึงขอให้ดำเนินการเร่งรัดตรวจสอบการสั่งปิด การปรับ และการติดป้ายห้ามใช้อาคารอย่างจริงจัง ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกันระหว่างพาณิชย์จังหวัด สสจ. และตำรวจ ร่วมกับกรมการปกครอง ในการตรวจสอบนิติบุคคลที่เป็น 'นอมินี' ถือครองที่ดิน โดยเฉพาะการเช็กย้อนหลัง 30 วันเพื่อป้องกันการโอนหุ้นหนีการตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่ามีกว่า 70% ที่เริ่มกระบวนการนี้แล้ว ตลอดจนขยายผลไปถึงบริษัทบัญชี บริษัททนายความ รวมถึงธุรกิจรถเช่าและบริษัททัวร์ในจังหวัดท่องเที่ยวที่ต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ์แทนคนไทย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจัง

ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องทั้งหมดนี้ และได้มอบหมายให้ ท่านเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (มท.3) เข้ามาดูแลเรื่องผังเมืองและการคุมเข้มมาตรการอาวุธปืนและเครื่องกระสุน โดยเฉพาะการรีเช็กความถูกต้องระหว่างใบ ป.3 และ ใบ ป.4 และมอบหมายให้ ท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (มท.4) เข้ามาดูแลการแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวง และ พ.ร.บ. โรงแรม ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่สุจริต ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานส่งรายงานผลการปฏิบัติงานกลับมาภายใน 7 วัน และขอเน้นย้ำเรื่องการรักษาความลับทางราชการหรือการปฏิบัติการแบบ 'ว.5' อย่างเคร่งครัด หากพื้นที่ใดมีการข่าวรั่วไหลล่วงหน้า จนทำให้ผู้กระทำผิดไก่ตื่นหรือปิดร้านหนี ถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการทำงานเพื่อประเทศชาติ ขอให้ทุกท่านมั่นใจและไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพราะทางคณะผู้บริหารพร้อมลงไปลุยและเป็นหลักให้แก่ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานทุกคนอย่างแน่นอน” นายพลพีร์ กล่าว

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายสำคัญของท่านนายกรัฐมนตรีในด้านการควบคุมอาวุธปืน ขณะนี้ตนได้ติดตามการทำงานร่วมกับทางกรมการปกครองอย่างใกล้ชิด โดยได้เตรียมออกมาตรการเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการเข้าตรวจสอบและกวดขันการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (ป. 3) และใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป. 4) ที่พบว่ามีจำนวนมากเกินความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทุกระดับให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้นำอาวุธปืนไปใช้ในทางที่ผิด และสร้างความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างสูงสุด

"ส่วนอีกประเด็นสำคัญ กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ในการจัดทำมาตรการติดตามและเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดคดีทางเพศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอำเภอเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้จะรับมอบรายชื่อผู้กระทำผิดจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อส่งต่อให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ร่วมกันติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำในสังคม"

นายเจเศรษฐ์ ย้ำว่า “ให้คณะทำงานทุกชุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เข้มงวด และอาศัยการปฏิบัติงานข่าวเชิงลึกที่มีความแม่นยำสูงสุด อาทิ การกำหนดมาตรการห้ามผู้มีประวัติคดีทางเพศเกี่ยวกับเด็กเข้ามาทำงานเป็นภารโรงหรือเข้าออกพื้นที่สถานศึกษาโดยเด็ดขาด รวมถึงการสอดส่องพฤติกรรมเสี่ยงด้านยาเสพติดและสุราอย่างรัดกุม โดยผมเตรียมลงพื้นที่แต่ละจังหวัดเพื่อมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน และขอให้ทุกอำเภอเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อรองรับภารกิจนี้ร่วมกันต่อไป