IN NEWS
ชี้ฐานผลิตญี่ปุ่นในไทยสู่รอบปรับใหญ่59% ยกระดับเทคโนโลยีเป็นโอกาสผปก.ไทย
กรุงเทพฯ-รัฐบาลชี้ฐานผลิตญี่ปุ่นในไทยเข้าสู่รอบยกระดับ 59% เตรียมเปลี่ยนเครื่องจักร-เพิ่มเทคโนโลยี เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนมูลค่าสูง
วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการลงทุนเดิมควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยผลการหารือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สะท้อนทิศทางสำคัญว่า ฐานธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเข้าสู่รอบของการยกระดับการผลิต โดยให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ รวมถึงลดการใช้พลังงานมากขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทญี่ปุ่นยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ามากกว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของไทย โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมในช่วงประมาณ 5 ปีครึ่ง ไม่ใช่เงินลงทุนก้อนใหม่ที่เกิดขึ้นในคราวเดียว
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจทั้งหมด 504 แห่ง พบว่า ในส่วนคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดแผนลงทุนปี 2569 ซึ่งมีผู้ตอบ 432 แห่ง ร้อยละ 59 หรือ 256 แห่ง มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม ร้อยละ 31 หรือ 132 แห่ง มีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และร้อยละ 22 หรือ 96 แห่ง มีแผนลงทุนด้าน Digital Transformation
“ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทญี่ปุ่นหยุดสร้างหรือขยายการลงทุนใหม่ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือกิจกรรมที่ถูกเลือกมากที่สุดเป็นการเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม สะท้อนว่าโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมกำลังขยับจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ประหยัดพลังงาน และแข่งขันได้ในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม Smart and Sustainable Industry ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการดังกล่าวมากกว่า 400 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย เพราะการยกระดับโรงงานเดิมไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะเครื่องจักรใหม่เท่านั้น แต่ยังต่อเนื่องไปถึงชิ้นส่วนทดแทน ระบบควบคุม ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม การบำรุงรักษา ตลอดจนเทคโนโลยีและบริการด้านการประหยัดพลังงาน
“เมื่อโรงงานญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบเปลี่ยนเครื่องจักรและใช้ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น นี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะขยับจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ไปสู่การเป็นผู้จัดหาสินค้า เทคโนโลยี และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หากสามารถพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน ความตรงต่อเวลา และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบการผลิตของผู้ซื้อญี่ปุ่นได้” นางสาวลลิดากล่าว
ทั้งนี้ บีโอไอจะทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการยกระดับฐานธุรกิจเดิมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การเข้าถึงพลังงานสะอาด และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้การลงทุนจากญี่ปุ่นไม่เพียงสร้างเม็ดเงินลงทุน แต่ยังช่วยยกระดับเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยไว้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569ว่า นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายคอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น - กรุงเทพฯ (JCC) และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ และนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจจำนวน 504 บริษัท ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ แนวโน้มการลงทุน และทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
ผลสำรวจพบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ระดับ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ความต้องการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรยังคงแข็งแกร่ง สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าดัชนี DI ยังคงทรงตัวเนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลยังมีแนวโน้มขยายตัว
ด้านการลงทุน บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 มีแผนคงระดับการลงทุนเดิม โดยทิศทางการลงทุนส่วนใหญ่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิมร้อยละ 59 ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรร้อยละ 31 และลงทุนด้าน Digital Transformation ร้อยละ 22 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในไทยมากขึ้น
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นได้สะท้อนมุมมองต่อประเด็นที่มีความสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยคาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงินมากที่สุด (ร้อยละ 29) รองลงมาคือ การส่งเสริมตลาดภายในประเทศ (ร้อยละ 26) และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) (ร้อยละ 24) เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผลสำรวจยังพบว่า บริษัทญี่ปุ่นในไทย ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ในระดับจำกัด โดยร้อยละ 42 ระบุว่าแทบไม่ได้รับผล
กระทบ ขณะที่ร้อยละ 39 ได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการติดตามและวิเคราะห์ทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน โดยใช้กลไกต่าง ๆ อาทิ Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเอกชนในการเข้าถึงพลังงานสะอาด การพัฒนาบุคลากรให้รองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) ตลอดจนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การส่งเสริมให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (BOI to IPO) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบรรเทาผลกระทบจากกติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ด้วยกลไกเครดิตภาษี (QRTC) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถยกระดับฐานธุรกิจเดิมและขยายการลงทุนใหม่ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
"ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยาย
การลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ" นายนฤตม์ กล่าว
