IN NEWS

'ศุภจี'แถลงผลงาน90วันบริหารก.พาณิชย์ สร้างมูลค่าการค้า1.45แสนล./ลุย7ภารกิจ



นนทบุรี-วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลงาน 90 วันของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และสื่อมวลชนเข้าร่วม พร้อมประกาศเดินหน้าภารกิจระยะต่อไป มุ่งดูแลค่าครองชีพ รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร เสริมความเข้มแข็ง SME สร้างสมดุลการค้า และเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลกที่ซับซ้อนขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับวิธีทำงานให้ยืดหยุ่น พร้อมแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและวางรากฐานเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 4 ด้าน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ด้านการลงทุนและการลงทุนใหม่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้านการค้าและเศรษฐกิจชุมชน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ด้านการปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี

สำหรับภารกิจด้านการค้าและเศรษฐกิจชุมชน นางศุภจีได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่นโยบายถึงการปฏิบัติ ได้แก่ คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน คณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เพื่อสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย โดยมุ่งให้เกิด Quick Big Win ภายใน 6 เดือน–1 ปี และการปรับโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

สำหรับ 90 วันแรก “พาณิชย์” เดินหน้า 5 ด้านสำคัญ

1. ลดค่าครองชีพ-สร้างรายได้

ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนแล้วกว่า 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,900 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ผ่านการลดราคาสินค้า การจัด Back to School ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการกว่า 1,000 โรงเรียน การเชื่อมโยงเครือข่ายระดับอำเภอกว่า 800 แห่ง และ “รถพุ่มพวง” กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ส่งเสริมการสร้างรายได้ผ่านการนำสินค้า SME เข้าสู่ช่องทางออนไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และ “แฟรนไชส์คนละครึ่ง” ที่รัฐช่วยค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งไม่เกิน 10,000 บาท รวมถึงการเชื่อมโยงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการ

2. รักษาเสถียรภาพ-เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

กระทรวงพาณิชย์ปรับแนวทางจากการรอแก้ปัญหาเป็นการ “แก้ล่วงหน้าและแก้ทั้งระบบ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบูรณาการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เดินหน้า “ล้งชุมชน” เพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมแล้ว 12 แห่ง จากเป้าหมาย 10 แห่ง พร้อมพัฒนา “ข้าวประณีต” เป้าหมาย 466 กลุ่ม ปัจจุบันเข้าร่วมประมาณ 200 กลุ่ม เพื่อยกระดับตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงแบรนด์และตลาด

สำหรับราคาสินค้าเกษตรสำคัญในช่วงที่ผ่านมาโดยภาพรวมปรับตัวดีขึ้น โดยข้าวขาวเพิ่มจาก 334 เป็น 467 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ 19% มันสำปะหลัง 3.65 บาท/กก. เพิ่ม 79% ปาล์มน้ำมัน 8.70 บาท/กก. เพิ่ม 45% และยางพารา 36 บาท/กก. เพิ่ม 30% ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 10–11 บาท/ลูก อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยด้านผลผลิต การนำเข้า และการรับซื้อของโรงงาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมและมีช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม พร้อมเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงนี้ซึ่งในปี 2569 นี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการกำกับดูแล โครงสร้างราคาและ เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้มั่นใจเกษตรกรจะได้รับราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

นอกจากนี้ เตรียมพัฒนาระบบข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวง อว. และกระทรวงดีอี เพื่อคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า พร้อมผลักดัน “ปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตร” ระดับจังหวัด เพื่อวางมาตรการรองรับได้ทันเวลา

3. เสริมแกร่ง SME-ปกป้องผู้ประกอบการไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกว่า 50,000 ราย ทั้งด้านทักษะ การบริหารจัดการ การเข้าถึงแหล่งทุน และการขยายตลาด พร้อมเดินหน้าปราบปราม “นอมินี” โดยบูรณาการ 23 หน่วยงาน ลงพื้นที่ 46 จังหวัด ทำให้กลุ่มเสี่ยงลดลง 75%

ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วง 90 วันกว่า 15,382 ล้านบาท ขณะที่สินค้า GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 117,000 ล้านบาท และการ Upskill–Reskill สร้างมูลค่าการค้ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี

4. เร่งส่งออก–เปิดตลาดใหม่–สร้างสมดุลการค้า

กระทรวงพาณิชย์เร่งกระจายตลาดและเดินหน้า FTA กับสหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และคู่ค้าอื่น ๆ รวมถึงการเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าของไทย

ตลอด 90 วัน กิจกรรมส่งเสริมการค้าสร้างมูลค่ากว่า 145,000 ล้านบาท โดย THAIFEX สร้างมูลค่ากว่า 136,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าจับคู่ธุรกิจออนไลน์ ส่งเสริม Soft Power และเปิดตลาดใหม่

ด้านข้าว ตั้งเป้าส่งออกทั้งปี 7 ล้านตัน เร่งขยายตลาดแอฟริกา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และจีน ส่วนมันสำปะหลัง 7 เดือนแรกส่งออกแล้วประมาณ 2.7 ล้านตัน พร้อมเปิดตลาดใหม่และผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม

สำหรับจีน เดินหน้าสร้างสมดุลทางการค้า โดยหารือให้จีนเพิ่มการใช้วัตถุดิบและแรงงานในไทย ส่งเสริมการลงทุนร่วมกันในอุตสาหกรรมใหม่ และผลักดันสินค้า SME ไทยเข้าสู่ตลาดออนไลน์จีนผ่าน Thai Pavilion พร้อมเร่งกลไก JTC

5. ยกระดับเทคโนโลยี-บริการดิจิทัล-ปลดล็อกกฎระเบียบ

กระทรวงพาณิชย์เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พร้อมพัฒนา “MOC Plus” นำ AI เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมให้การจดทะเบียนนิติบุคคลทุกประเภทดำเนินการออนไลน์ได้ 100% ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

ด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีคำขอจดทะเบียนปี 2569 แล้ว 45,916 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.48% พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลมาตรการทางการค้า เพื่อให้บริการรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า จากนี้จะยึดหลัก “ค้าขายดีขึ้น เติบโตขึ้น และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม” พร้อมเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การแก้ปัญหาล่วงหน้าและเชิงโครงสร้าง โดยมี 7 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ 1. เร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA และภาษีสหรัฐฯ ART และมาตรา 301 2. ผลักดันส่งออกปี 2569 ให้โต 2 หลัก 3. รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร 4. เข้มงวดนอมินีขั้นสุด 5. ขับเคลื่อน 4 คณะทำงานภายใต้กรอบ กรอ. 6. จัดเต็มกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพและสร้างรายได้จนถึงสิ้นปี และ 7. ปลดล็อกขั้นตอนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล

“สิ่งที่เราทำใน 90 วัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบให้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นโครงสร้าง เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจี กล่าว