ECON & BIZ

เงินเฟ้อส.ค.69พุ่ง2.53% จากราคาน้ำมัน 'ไทยพลัส'ดัน310รายการสินค้าแพงขึ้น



กรุงเทพฯ-‘พาณิชย์โดยสนค.’ เผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ส.ค.69 ขยายตัว 2.53% จากปัจจัย ‘น้ำมัน-อาหารสำเร็จรูป-ไข่ไก่-ไก่สด-ผัก-ผลไม้’ มีราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ ‘Core CPI’ โต 1.44% พบสินค้าแพงขึ้น 310 รายการ

วันนี้ 7 ก.ย. นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือน ส.ค.2569 ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 102.67 สูงขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.2569 ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัว 1.34%

โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ร่วมกับปฏิบัติการทางทหาร นอกจากนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าจะชะลอตัวลง แต่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งการปรับตัวสูงขึ้นของอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน

นายนันทพงษ์ ระบุว่า เมื่อพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า พบว่าในเดือน ส.ค.2569 หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ เช่น ข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ แตงกวา ต้นหอม และส้มเขียวหวาน เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง เช่น ข้าวสารเหนียว กะหล่ำปลี ขิง และกระเทียม เป็นต้น

สำหรับหมวดอื่นๆที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการที่สำคัญ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ และค่าเช่าบ้าน เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม น้ำยาล้างห้องน้ำ สบูถูตัว และแชมพู เป็นต้น

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการในเดือน ส.ค.2569 กับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ส.ค.2568) พบว่า สินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นมีจำนวน 310 รายการ จากสินค้าทั้งหมด 464 รายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารสาธารณะ ค่ารถรับส่งนักเรียน ข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ ไก่สด แตงกวา ผักบุ้ง ผักชี ต้นหอม ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง และอาหารเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 31 รายการ เช่น ค่าบริการส่วนกลาง ค่าเบี้ยประกันทรัพย์สิน ค่าน้ำประปา ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าโดยสารรถไฟ ค่าโดยสารรถแท็กซี่ ค่าบริการบำรุงรักษารถยนต์ ค่าบริการจอดรถ และค่าเบี้ยประกันภัยรถ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงมี 123 รายการ เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม ค่าธรรมเนียมผ่านทางพิเศษ ข้าวสารเหนียว กะหล่ำปลี ขิง กระเทียม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำยาล้างห้องน้ำ สบู่ถูตัว และแชมพู เป็นต้น

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 8 เดือนแรกของปี (ม.ค.-ส.ค.2569) อยู่ที่ 101.71 สูงขึ้น 1.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 102.97 สูงขึ้น 1.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.2569) สูงขึ้น 0.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ย.2569 คาดว่าจะมีแรงส่งทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ได้แก่ 1.ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และมีการปฏิบัติการทางกำลังทหารรอบใหม่ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

2.ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง แต่จำนวนรายการอาหารจานเดียวที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นเริ่มลดลง ซึ่งสะท้อนว่าการส่งผ่านต้นทุนไปราคาอาหารจานเดียวเริ่มลดลง โดยอาหารจานเดียวมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อ 15% 3.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า

และ 4.ราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด มีแนวโน้มสูงขึ้น จากผลของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และอุปทานบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่ง สนค.ประเมินว่าภาวะ Very Strong เอลนีโญ จะเกิดในช่วงเดือน พ.ย.2569-ม.ค.2570 และคงภาวะเอลนีโญต่อไปในช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย.2570

ส่วนปัจจัยสนับสนุนให้เงินเฟ้อลดลง ได้แก่ 1.ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท และ 2.ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง เช่น แชมพู และสบู่ถูตัว เป็นต้น จากภาวะการแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% เท่าเดิม โดยมีค่ากลาง 2% ภายใต้สมมติฐานว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) 1.5-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปี 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนทั้งปี 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปัจจัยเพิ่มเติม คือ ราคาอาหารจานเดียวสูงขึ้น 3-5% ค่ากระแสไฟฟ้า 3.93 บาทต่อหน่วย น้ำมันดีเซล 35-40 บาทต่อลิตร และสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญยังไม่เกิดผลกระทบ

“ตอนนี้จะเห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีแนวโน้มที่ค่าน้ำมันจะทรงตัวหรือสูงกว่านี้ ขณะเดียวกัน ถ้าดูกราฟในปีที่แล้ว พบว่าตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค.2568 ในส่วนของราคาน้ำมันนั้น เทรนด์กราฟลงค่อนข้างต่ำ ถ้าเทรนด์กราฟในปีนี้สูงขึ้นหรือทรงตัว นั่นความว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจากนี้ถึงปลายปี คงจะอยู่ที่ประมาณ 2% กว่า และวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไตรมาส 3/2569 เราประเมินตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปไว้ที่ 2.37% และไตรมาส 4/2569 ถ้าความขัดแย้งยังอยู่ ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 2.7% แต่เฉลี่ยทั้งปีแล้วยังอยู่ในกรอบที่ 1.5-2.5%” นายนันทพงษ์ กล่าว

นายนันทพงษ์ ยังกล่าวว่า ในส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือน ส.ค.2569 อยู่ที่ 49.5 ลดลงจากเดือนก่อนที่ดัชนีฯอยู่ที่ 51.1 ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงในเรื่องของราคาน้ำมัน ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีส่วนในการกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่มากนัก เนื่องจากมีการส่งผ่านต้นทุนไปมากระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบและคนซื้อมากขึ้น จึงไม่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก