OPINION

โศกนาฏกรรมทางการแพทย์และการล่ม สลายของภูมิปัญญามนุษยชาติ โดย: ณัฐธพงษ์ อัครปรีชากุล



มนุษยชาติในยุคปัจจุบันเติบโตและดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของความเชื่อที่ว่า ระบบการแพทย์สมัยใหม่คือยอดแห่งความเจริญทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นมิตรและเป็นที่พึ่งพาเดียวในการยื้อยุดฉุดดึงชีวิตให้พ้นจากความตาย ทว่าหากพิเคราะห์ผ่านเลนส์ทางภาษาวิทยาและสังคมวิทยาการแพทย์ ความเชื่อที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงอันแท้เที่ยงนี้ อาจเป็นเพียง "มายาคติ" ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแยบยล หากเราลองหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โลกของเราเคยเป็นพื้นที่อันอุดมไปด้วยความหลากหลายแห่งองค์ความรู้ในการเยียวยา ในยุคสมัยนั้น สังคมมนุษย์ผูกพันและพึ่งพาอ้อมกอดของธรรมชาติ ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดผ่านสายเลือดและกาลเวลานับร้อยนับพันปี ยาสมุนไพร การรักษาแบบโฮมิโอพาธี (Homeopathy) และธรรมชาติบำบัด ต่างทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องสุขภาพของผู้คนอย่างหลากหลายและทรงคุณค่า

ทว่าในเงามืดของความหลากหลายอันงดงามนั้น กลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหล่ามหาเศรษฐีชั้นนำ(CABALIAN) กลับไม่ได้มองความเจ็บป่วยด้วยสายตาแห่งความเมตตา พวกเขาไม่ได้มองเห็นมนุษย์ผู้เจ็บปวดที่รอคอยการเยียวยา แต่กลับมองเห็นเพียงตัวเลขทางสถิติและมูลค่าการตลาดขนาดใหญ่ที่รอคอยการเข้าครอบครองและผูกขาด ปฏิบัติการลับอันแยบยลจึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีตัวละครสำคัญคือ Abraham Flexner ผู้ได้รับมอบหมายภารกิจจากสถาบันทุนใหญ่อย่าง Rockefeller Foundation และสมาคมการแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) โครงการสำรวจและประเมินมาตรฐานโรงเรียนแพทย์ทั่วสหรัฐอเมริกาจึงเกิดขึ้น พร้อมกับการตีตราและประณามสถาบันการแพทย์ทางเลือก การรักษาด้วยธรรมชาติ และภูมิปัญญาดั้งเดิมทั้งหมดว่าเป็นเรื่องลวงโลก ไร้ศาสตร์ และขาดมาตรฐาน

 

รายงานของ Flexner (Flexner Report) ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารวิชาการธรรมดา แต่มันคือ "ดาบอันคมกริบ" ที่ถูกฉาบด้วยคราบของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาใช้ตัดฟอนรากแก้วของภูมิปัญญาสมุนไพรและธรรมชาติบำบัดให้ขาดสะบั้นลงอย่างตั้งใจ เมื่อฉากแรกของการดิสเครดิตสิ้นสุดลง ฉากต่อมาคือการขยายอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ ในปี ค.ศ. 1913 มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ได้ก้าวเข้ามาอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ในยุคนั้น ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเทียบเท่ากับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ทว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกกระจายออกไปเพื่อการกุศลหรือการบรรเทาทุกข์ของมนุษย์ แต่มันถูกใช้เป็น "เครื่องมือบีบบังคับทางเศรษฐกิจ"

เงื่อนไขอันโหดร้ายถูกยื่นให้กับโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งทั่วประเทศ: หากต้องการเงินทุนสนับสนุนเพื่อดำรงอยู่ สถาบันเหล่านั้นจะต้องถอดถอนรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรและธรรมชาติบำบัดออกจากหลักสูตรทั้งหมด แล้วร้อยเรียงโครงสร้างการเรียนการสอนขึ้นใหม่ให้ยึดติดอยู่กับ "โมเดลชีวการแพทย์" (Biomedical Model) หรือการแพทย์เชิงเคมีและนวัตกรรมสังเคราะห์แต่เพียงอย่างเดียว สถาบันการแพทย์ทางเลือกที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเงินทุนและยืนหยัดในวิถีธรรมชาติ ต่างค่อยๆ ประสบภาวะขาดทุน ล้มละลาย และต้องปิดตัวลงไปมากกว่าครึ่งประเทศ เสียงร้องระงมและเสียงคัดค้านของแพทย์แผนโบราณและหมอพื้นบ้านถูกทำให้เงียบหายไป ภายใต้เสียงอันดังลั่นแห่งชัยชนะของกลุ่มนายทุนผู้ควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

เมื่อศัตรูทางความคิดและทางเลือกถูกกำจัดจนหมดสิ้น ระบบการแพทย์เชิงเดี่ยวจึงเข้าครอบงำสังคมมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ โรงเรียนแพทย์ที่เหลือรอดทำหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานผลิตบุคลากรทางสาธารณสุขที่ถูกปลูกฝังความเชื่อเดี่ยวว่า โรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์สามารถบำบัดรักษาได้ด้วยสารเคมีสังเคราะห์และการผ่าตัดเท่านั้น แต่ทว่า สิ่งนี้กลับกลายเป็นกับดักอันแยบยล เนื่องจากโครงสร้างการแพทย์สมัยใหม่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการรักษาให้หายขาดจากรากเหง้า แต่ถูกวางโครงสร้างให้เป็นการ "เลี้ยงไข้" เพื่อสร้างสภาวะการพึ่งพายาเคมีไปตลอดชีวิต เพราะในมุมมองของธุรกิจการแพทย์ ผู้ป่วยเรื้อรังที่ยังคงมีลมหายใจและต้องซื้อยาบริโภคในทุกๆ เดือน คือลูกค้าชั้นดีที่สามารถสร้างกำไรอันไร้ขีดจำกัดให้แก่อุตสาหกรรมยา

ปรากฏการณ์นี้สามารถเห็นได้ชัดเจนในชีวิตประจำวัน หากพิจารณาผู้สูงอายุในหลายๆ ครอบครัว ภาพที่คุ้นตาคือถุงยาขนาดใหญ่ที่บรรจุยาสังเคราะห์นานาชนิด ทั้งลดความดัน ลดไขมัน บำรุงตับ และแก้ปวด ยาเม็ดหนึ่งถูกจ่ายเพื่อควบคุมอาการหนึ่ง แต่กลับสร้างผลข้างเคียงให้แก่อีกอวัยวะหนึ่ง จนนำไปสู่การจ่ายยาเม็ดที่สองและสามเพื่อแก้ผลข้างเคียงของยาตัวแรก เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันจบสิ้น

มิติแห่งการสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของสุขภาพ แต่ยังขยายผลไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจของภาคครัวเรือน หยาดเหงื่อแรงงาน ทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน และเงินเก็บตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ ถูกสูบฉีดละลายหายไป และไหลเข้าสู่บัญชีของอุตสาหกรรมยามหาอำนาจและโรงพยาบาลเอกชน ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แทนที่ผู้สูงวัยจะได้พักผ่อนอย่างสงบและมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางครอบครัว พวกเขากลับต้องกลายเป็นทาสของสายน้ำเกลือ เตียงผู้ป่วย และนวัตกรรมราคาแพง เปลี่ยนชีวิตมนุษย์ให้กลายเป็นเพียงสินค้า และเปลี่ยนความเจ็บป่วยให้กลายเป็น "เหมืองทองคำ" ของกลุ่มนายทุน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้ง การใช้นวัตกรรมทางเคมี ยาสังเคราะห์ และมาตรการทางสาธารณสุขบางประการที่ขาดการตรวจสอบอย่างแท้จริง ยังสร้างผลกระทบข้างเคียงระยะยาวอย่างกว้างขวาง มีข้อสังเกตและข้อวิตกกังวลทางสังคมศาสตร์การแพทย์มากมายเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันที่พังทลาย และโรคแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบในอดีต ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับสารเคมีปนเปื้อนในอาหารและยาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์ ทำให้มนุษย์ยุคปัจจุบันเผชิญภาวะมีบุตรยากและเป็นหมันมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งอาจสะท้อนถึงกลไกการควบคุมประชากรแฝงเร้นภายใต้หน้ากากของความห่วงใยทางสาธารณสุข

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้อง "ตื่นรู้" จากภาพลวงตาทางสาธารณสุขที่ถูกสร้างขึ้นมานานนับศตวรรษ การกลับไปศึกษาและฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิม สมุนไพรพื้นบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการพึ่งพาพลังแห่งธรรมชาติ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกทางการแพทย์เท่านั้น หากแต่คือ "ทางรอด" ทางสังคมที่จะช่วยไถ่ถอนมนุษย์จากการเป็นเหยื่อในระบบทุนนิยมสาธารณสุข เพื่อคืนอิสรภาพและสุขภาวะที่แท้จริงให้แก่ชีวิตและคนรุ่นหลังต่อไป

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Baer, H. A. (2001). Biomedicine and Alternative Healing Systems in America: Issues of Class, Race, Ethnicity, and Gender. University Wisconsin Press.
  2. Brown, E. R. (1979). Rockefeller Medicine Men: Medicine and Capitalism in America. University of California Press.
  3. Flexner, A. (1910). Medical Education in the United States and Canada: A Report to the Carnegie Foundation for the Advancement of Teaching (Bulletin No. 4). Carnegie Foundation.
  4. Illich, I. (1976). Medical Nemesis: The Expropriation of Health. Pantheon Books.
  5. Starr, P. (1982). The Social Transformation of American Medicine: The rise of a sovereign profession and the making of a vast industry. Basic Books.