BANGKOK
กทม.เฝ้าระวังโรคติดเชื้อSFTSให้ความรู้ หามาตรการป้องกันแนะหลีกเลี่ยงสัตว์จร
กรุงเทพฯ-นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อ SFTS ของสถานพยาบาลในสังกัด กทม. รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ SFTS ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มีเห็บเป็นพาหะว่า สนพ. ได้กำชับและแจ้งเตือนไปยังโรงพยาบาลในสังกัด ให้เพิ่มความเข้มงวดในระบบเฝ้าระวัง สอบสวนโรค และเตรียมความพร้อมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อ SFTS (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome) โดยมีมาตรการดำเนินการ ทั้งการคัดกรองและเฝ้าระวัง ให้บุคลากรทางการแพทย์เน้นย้ำการสอบประวัติและการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) และเม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia) โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ ถูกเห็บกัด หรือมีประวัติทำกิจกรรมในพื้นที่เสี่ยง เช่น ป่า เขา หรือพื้นที่ที่มีสัตว์จรจัดอาศัยอยู่จำนวนมาก และเมื่อพบเคสสงสัย ให้แยกผู้ป่วยตามมาตรฐานการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง พร้อมทั้งดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำหรับการส่งต่อและรายงาน กำหนดช่องทางการประสานงานและรายงานเคสสงสัยไปยังสำนักอนามัย กทม. และกรมควบคุมโรคโดยทันที เพื่อลงพื้นที่สอบสวนโรคและควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ สนพ. พร้อมประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักอนามัย สำนักงานเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านสาธารณสุขและชีวอนามัย
ขณะเดียวกัน สนพ. ได้ร่วมมือกับสำนักอนามัย ในการสื่อสารความเสี่ยงและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล สื่อออนไลน์ และศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) แนะนำให้ความรู้และการป้องกันตนเองแก่ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณที่มีพุ่มไม้หนาแน่น หรือพื้นที่ที่มีสัตว์จรจัดอาศัยอยู่มาก หากจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ดังกล่าว ให้แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่รองเท้ามิดชิด ทายากันยุง หรือสารไล่แมลง และหมั่นตรวจสอบร่างกายและสัตว์เลี้ยงหลังกลับเข้าบ้าน หากถูกเห็บกัด ไม่ควรกระชาก ดึง หรือบีบ ให้ใช้ปากคีบหนีบส่วนหัวของเห็บให้ชิดผิวหนังมากที่สุดแล้วค่อย ๆ ดึงออก หรือพบแพทย์ พร้อมทั้งรณรงค์ให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงพาหมอไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หยอดยา ฉีดยา หรือใส่ปลอกคอป้องกันเห็บหมัดเป็นประจำ รวมถึงไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปเดินในพื้นที่เสี่ยงนอกบ้านโดยไม่ดูแล หมั่นคอยสังเกตอาการป่วย หากประชาชน หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติถูกเห็บกัด หรือมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ร่วมกับมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องเสีย ให้รีบพบแพทย์ ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที และแจ้งประวัติการสัมผัสเห็บ หรือสัตว์เลี้ยงให้แพทย์ทราบ ทั้งนี้ หากสงสัยในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine แอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว หรือปรึกษาเรื่องสุขภาพ โทร. HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ด้าน นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวด้วยว่า สนอ. ได้กำชับแนวทางคัดกรองและเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงเฉียบพลันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่เข้าข่ายอาการสงสัยของโรค SFTS รวมถึงมาตรการดำเนินการหากพบผู้ป่วยเคสสงสัย เพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจตามแนวทางของกรมควบคุมโรค ให้กับ ศบส. ทั้ง 69 แห่ง ได้แก่ โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) เกิดจากเชื้อไวรัส SFTSV ซึ่งมีเห็บเป็นพาหะหลัก สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ หมู วัว และสัตว์ป่า และอาจแพร่จากสัตว์สู่คนผ่านการถูกเห็บกัด ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง มีจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกตามตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ในบางรายที่รุนแรงอาจเกิด ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (Multi-organ dysfunction) เช่น ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะเลือดออกผิดปกติได้ หากมีอาการดังกล่าว และเคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงในช่วง 14 วันก่อนป่วย ควรรีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการสัมผัสเห็บหรือสัตว์เลี้ยงให้แพทย์ทราบ
สำหรับคำแนะนำในการป้องกันโรค SFTS ประกอบด้วย (1) ห้ามจับและบี้เห็บด้วยมือเปล่า เด็ดขาด (2) รักษาความสะอาดบริเวณบ้าน และที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยง และ (3) อาบน้ำสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงนำสัตว์ไปหยอดยา หรือฉีดป้องกันเห็บหมัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และการแพร่กระจาย ของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มีเห็บเป็นพาหะตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
