BANGKOK
กทม.จับมือJICA ลุยแผนแม่บทระบายน้ำ ตั้งเป้ารับฝนหนัก100 มม./ชม.
กรุงเทพฯ-กทม. จับมือ JICA เดินหน้าแผนแม่บทระบายน้ำ ตั้งเป้ารับฝนหนัก 100 มม./ชม. เชื่อมผังเมือง-เพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำทั่วกรุง
(21 ก.ย. 69) เวลา 10.30 น. นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการระบายน้ำในเขตเมือง Project for Formulating the Urban Drainage Master Plan in Bangkok Metropolitan Area ครั้งที่ 1 โดยมี นายซุนซูเกะ ซาคุโด ผู้บริหารองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชีนิมิตร ชั้น 6 สำนักการระบายน้ำ และผ่านระบบการประชุมทางไกล
ที่ประชุมรายงานว่า การศึกษาครั้งนี้มุ่งจัดทำ “ภาพใหญ่” หรือ Urban Drainage Grand Design เพื่อเป็นกรอบหลักในการพัฒนาระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครในระยะยาว โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญทั้งข้อจำกัดด้านความสามารถในการระบายน้ำ การกระจุกตัวของการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา การบริหารจัดการสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
แนวทางสำคัญไม่ได้มองเฉพาะการเพิ่มขนาดท่อหรือกำลังสูบน้ำเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การกระจายเส้นทางระบายน้ำ การควบคุมน้ำหลาก การรักษาและเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ ตลอดจนการประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานของกรุงเทพมหานครกับหน่วยงานภายนอก อาทิ กรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงกันทั้งระบบ
หนึ่งในประเด็นที่ที่ประชุมให้ความสำคัญ คือ การเตรียมระบบระบายน้ำให้รองรับ “ฝนยุคใหม่” โดยใช้ค่าฝนออกแบบเป้าหมายที่ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง สำหรับประกอบการวางแผนระบบในอนาคต จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันค่าฝนออกแบบอยู่ที่ประมาณ 76 มม./ชม. ขณะที่ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงปี 2046–2065 อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 80–97 มม./ชม. หรือเพิ่มขึ้นราว 5.4–27% จึงมีแนวทางใช้เป้าหมาย 100 มม./ชม. เพื่อให้การออกแบบและวางแผนมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ฝนที่รุนแรงขึ้น
ด้านการบริหารจัดการน้ำฝนในระดับพื้นที่ ที่ประชุมเห็นถึงความจำเป็นในการขยายแนวคิดการจัดการน้ำจากพื้นที่โครงการพัฒนาเอกชน ไปสู่การใช้ “พื้นที่เมืองช่วยรับน้ำ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางเท้า สวนสาธารณะ โรงเรียน และอาคารสาธารณะ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น พื้นผิวซึมน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ สวนรับน้ำ หรือ Rain Garden ระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน และพื้นที่สีเขียว พร้อมกำหนดเป้าหมายการควบคุมน้ำไหลบ่าเป็นรายพื้นที่ระบายน้ำ และประเมินเป็นปริมาตรน้ำที่สามารถลดได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของมาตรการด้านผังเมืองและการควบคุมอาคาร มีการทบทวนแนวทางให้พื้นที่ว่างตามเกณฑ์ Open Space Ratio หรือ OSR อย่างน้อย 50% เป็นพื้นที่ที่สามารถซึมน้ำได้ รวมถึงการพิจารณาปรับเกณฑ์ Biotope Area Factor ให้เหมาะสมกับประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขณะที่ข้อมูลสวนสาธารณะและโครงการที่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA จะถูกนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่กักเก็บและบริหารจัดการน้ำฝนในภาพรวมของเมือง
อีกประเด็นสำคัญคือ การยกระดับการบริหารสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีการทบทวนระดับควบคุมน้ำก่อนฝนตก ทั้ง Plan A, B และ C รวมถึงแนวทางทดลองใช้ “Pink Plan” ซึ่งเป็นการลดระดับน้ำในคลองให้ต่ำกว่า Plan A ในบางสถานีเมื่อคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำก่อนฝนมา แม้การลดระดับน้ำอาจมีผลต่อคุณภาพน้ำ ตะกอน และกลิ่น แต่การศึกษาจะนำปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ควบคู่กัน โดยให้ความสำคัญกับการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นหลัก
ปัจจุบัน การตัดสินใจเดินเครื่องสูบน้ำในช่วงเกิดน้ำท่วมยังอาศัยประสบการณ์และการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เป็นสำคัญ เนื่องจากยังไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว จึงมีแนวทางนำข้อมูลการเดินเครื่อง การบำรุงรักษา และเช็กลิสต์ของสถานีสูบน้ำแต่ละแห่งมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาไปสู่แนวทางและคู่มือการเดินระบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กทม. มีการตรวจสอบปั๊มน้ำทุก 2 สัปดาห์ และตรวจประจำปี เพื่อให้ระบบมีความพร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการประสานงานกับกรมชลประทาน ปัจจุบันมีข้อตกลงบางส่วนเกี่ยวกับการปิดประตูและหยุดสูบน้ำในคลองแล้ว แต่ยังไม่มีข้อตกลงร่วมเรื่องการเดินเครื่องสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่กรุงเทพมหานครและระบบน้ำภายนอกให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดตั้ง คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดทำ Grand Design 2.การจัดทำ Facility Plan 3.การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและควบคุมการพัฒนา และ 4.การปรับปรุงการดำเนินงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก JICA สนับสนุนคำปรึกษาด้านเทคนิคตลอดการดำเนินงาน
“การจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ไม่จบเพียงการทำแบบจำลองหรือจัดทำแผนบนกระดาษ แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ผังเมือง พื้นที่กักเก็บและหน่วงน้ำ ระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงวิธีการเดินระบบจริง พร้อมกำหนดเป้าหมายและหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้ในแต่ละพื้นที่” รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าว
ในระยะต่อไป จะเดินหน้าพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วมภายในพื้นที่กรุงเทพฯ ศึกษาความจำเป็นในการสำรวจคลองเพิ่มเติม ทบทวนค่าสัมประสิทธิ์น้ำท่าตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งกำหนดสถานการณ์การระบายน้ำที่เชื่อมโยงกับโครงการของกรมชลประทาน พร้อมศึกษาศักยภาพ “แก้มลิง” การปรับระดับการเดินเครื่องสูบน้ำ และพื้นที่ที่ยังมีความสามารถในการระบายน้ำไม่เพียงพอ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอปรับปรุงการปฏิบัติการและการจัดทำคู่มือบริหารระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครในอนาคต
สำหรับความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับ JICA เริ่มจากสำนักการระบายน้ำเสนอโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการระบายน้ำในเขตเมือง Project for Formulating the Urban Drainage Master Plan in Bangkok Metropolitan Area ในเดือน พ.ค.66 ก่อนที่ JICA จะพิจารณาและแจ้งอนุมัติโครงการในเดือน ก.พ.67 จากนั้นมีการหารือรายละเอียด ขอบเขตการดำเนินงาน และสำรวจพื้นที่ร่วมกัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการลงนามและเริ่มดำเนินโครงการ ซึ่งกำหนดระยะเวลาดำเนินงานรวม 5 ปี แบ่งเป็นช่วงแรก 3 ปี และช่วงที่สอง 2 ปี
