IN NEWS
'Infineon'ปักหมุดไทยฐานผลิตซิปรอง รับEV-พลังงาน-ดาต้าเซ็นเตอร์และAI
กรุงเทพฯ-Infineon บริษัทชิปชั้นนำของโลก ปักหมุดไทยฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญของภูมิภาค รองรับ EV–พลังงาน–ดาต้าเซ็นเตอร์–AI เดินหน้า “Made in Thailand” เชื่อมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานชิประดับโลก
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ บริษัท Infineon Technologies Manufacturing (ประเทศไทย) จังหวัดสมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีเปิดฐานการผลิตแห่งใหม่ของบริษัท Infineon Technologies Manufacturing (ประเทศไทย) ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กำลัง (Power Semiconductor) และโมดูลกำลัง (Power Module) ขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุมและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ และเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ได้รับการพัฒนาเป็นโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง มีขีดความสามารถด้านการผลิตขั้นปลาย (Advanced Back-end Manufacturing) ครอบคลุมกระบวนการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตโมดูลกำลัง (Power Modules) และเซมิคอนดักเตอร์แบบแยกชิ้น (Discretes) รวมถึงการทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) โดยใช้ห้องคลีนรูมและระบบอัตโนมัติในระดับสูง รองรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความซับซ้อนและมูลค่าสูง สำหรับภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ตลอดจนมีขีดความสามารถในการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ทั้งนี้ นายอเล็กซานเดอร์ กอร์สกี้ (Mr. Alexander Gorski) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท Infineon Technologies และนายมิชาเอล ไรเฟินชทูล (H.E. Mr. Michael Reiffenstuel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การลงทุนของ Infineon มีความสำคัญต่อการยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เนื่องจาก Power Semiconductor เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด และมีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ระบบอัตโนมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI การมีฐานการผลิตที่มีขีดความสามารถครบวงจรมากขึ้นในประเทศไทยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ วัสดุและอุปกรณ์สำหรับการผลิต ตลอดจนบริการด้านเทคโนโล
ยี และช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกมากขึ้น
“การลงทุนครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งการสร้างงานที่มีทักษะสูง การพัฒนาบุคลากรไทยให้มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงการสร้างโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของคนไทยและสร้างโอกาสการทำงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของฐานการผลิตจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันฐานการผลิตของ Infineon ในประเทศไทยมีการจ้างงานประมาณ 350 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,000 คน เมื่อเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้ Infineon ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงงานคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับ Infineon ในโอกาสเปิดฐานการผลิตแห่งใหม่ พร้อมระบุว่า การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ไม่เพียงสำหรับการดำเนินธุรกิจของ Infineon ในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างไทยกับเยอรมนี ซึ่งมีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่เข้มแข็งมาอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานให้แก่ประชาชนไทยในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โรงงานผลิตชิประดับแนวหน้าในยุโรปจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับฐานการผลิตขั้นปลายที่มีเทคโนโลยีสูงและมีความยืดหยุ่น เพื่อให้กระบวนการผลิตครบวงจรและสามารถรองรับตลาดโลกได้ โดย “ประเทศไทยพร้อมก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก”
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนระยะยาวถึงปี ค.ศ. 2050 เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “Made in Thailand” สำหรับอุตสาหกรรมชิป และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของภูมิภาค
นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์กำลัง (Power Semiconductor) ชิปตรวจจับสัญญาณ (Sensor) และโฟโตนิกส์ (Photonics) ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของ Infineon โดยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผ่าน 5 เสาหลัก พร้อมเร่งนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และช่วยให้โครงการลงทุนสามารถเดินหน้าจากการตัดสินใจสู่การดำเนินการจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม Infineon ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ของไทย ทั้งการรับสมัครและพัฒนาวิศวกรทักษะสูง การเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเข้ารับการฝึกอบรมในต่างประเทศ ตลอดจนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับกำลังคนคุณภาพสูงรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต พร้อมย้ำว่า รัฐบาลอำนวยความสะดวกในการนำผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ในไทย ผ่านการปรับปรุงกระบวนการวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) และการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตทำงานสำหรับบุคลากรทักษะสูง เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บุคลากรไทย

“รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนการเติบโตของ Infineon ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าบริษัทจะพิจารณาขยายกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงกิจกรรมต้นน้ำในประเทศไทยเพิ่มเติม เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสามารถในการแข่งขัน ยืดหยุ่น มั่นคง และยั่งยืน พร้อมทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของ Infineon” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
