IN NEWS
อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมวันนี้เฝ้าระวัง! ระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา2,500ลบ.ม./วิ.
กรุงเทพฯ-วันนี้ (1 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ถนนอู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ถึงสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
สภาพอากาศและการเฝ้าระวังฝน ช่วงวันที่ 1–3 ตุลาคม 2569 ปริมาณฝนทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนปานกลางกับฝนหนักบางแห่ง จึงยังต้องเฝ้าระวังน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงวันที่ 4–8 ตุลาคม 2569 ต้องเฝ้าระวังฝนเพิ่มเติม โดยในช่วงวันที่ 6–7 ตุลาคม 2569 อาจมีฝนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดตาก พื้นที่ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนต่อไป
สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำปิงลดลงแล้ว แต่ยังมีน้ำเหนือทยอยไหลลงมา โดยจังหวัดนครสวรรค์เป็นจุดรับน้ำและมวลน้ำจะเคลื่อนตัวสู่เขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวานนี้ (30 กันยายน 2569) จึงมีการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเป็นลำดับ เพิ่มจาก 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยข้อสั่งการคณะกรรมการน้ำแห่งชาติให้ติดตามสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการน้ำแบบเป็นขั้นบันได โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับร้อยละ 100 และมีการระบายน้ำออกจากเขื่อน ส่งผลให้พื้นที่รับน้ำจากแม่น้ำป่าสัก โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่แล้ว พร้อมให้เคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและอพยพตามความจำเป็น
สถานการณ์น้ำในจังหวัดกาญจนบุรีและลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากการกักเก็บน้ำในช่วงที่ผ่านมา แม้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นน้อยลง แต่ยังจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ในระยะต่อไป ที่ประชุมจึงมีมติเพิ่มการระบายน้ำ 500 ลบ.ม./วินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อนไม่ให้ล้น โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำเหนือเขื่อน น้ำในลำน้ำ และผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน
ขณะที่เขื่อนแม่กลองระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะบริหารจัดการการระบายให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน เพื่อควบคุมผลกระทบต่อพื้นที่
สำหรับจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แจ้งเตือนประชาชนบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองให้ยกสิ่งของขึ้นที่สูงแล้ว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งระบายน้ำและสูบน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมดำเนินการป้องกันน้ำไหลเข้าพื้นที่เพิ่มเติม
สถานการณ์น้ำจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ระดับน้ำในจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายกเริ่มทรงตัวและลดลง หลังผ่านช่วงที่มีระดับน้ำสูงสุดแล้ว ขณะที่แม่น้ำบางปะกงยังมีระดับน้ำทรงตัว และจะได้รับผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำ จ.ฉะเชิงเทรา อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน และ อ.บางน้ำเปรี้ยว โดยมวลน้ำกำลังไหลเข้าสู่พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้แจ้งเตือนประชาชนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงแล้ว
สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย ขอให้เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงที่จังหวัดจัดเตรียมไว้ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามระดับน้ำและการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อพร้อมรับเหตุการณ์อพยพให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างทันท่วงที
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในด้านการช่วยเหลือประชาชนว่า การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในช่วงเช้า นายกฯ มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนตามระดับความเดือดร้อน และจัดระบบการปฏิบัติงานให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงยาก พื้นที่น้ำท่วมสูง และพื้นที่ห่างไกล พร้อมบูรณาการข้อมูลและการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน ให้จัดระบบสื่อสารกับประชาชนแบบ 1 พื้นที่ 1 ข้อมูล นอกจากนี้ ให้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในช่วงวันที่ 4-5 ตุลาคม 2569 โดยใช้ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณน้ำประกอบการแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง และเผยแพร่การแจ้งเตือนผ่านทุกช่องทาง
รวมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดูแลความเป็นอยู่และการดำรงชีพของประชาชนอย่างครบถ้วน พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว ให้เร่งสูบน้ำออกโดยเร็ว และดำเนินการให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
ด้านนายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผอ. ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ขณะนี้มวลน้ำจากแม่น้ำปิงมีเพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างมาก ประมาณ 1000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมวลน้ำนี้ได้เคลื่อนตัวมาจังหวัดนครสวรรค์แล้ว และอีกหนึ่งวันจะเคลื่อนตัวมาที่เขื่อนเจ้าพระยา สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง ขณะนี้ปริมาณน้ำจากทางตอนบนได้เคลื่อนตัวลงมาเขื่อนวังร่มเกล้า ซึ่งอยูในเกณฑ์ที่สูงสุดเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้จะมีการคงการระบายน้ำเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิมเพื่อที่จะชะลอน้ำ ในช่วงที่จะใช้จะใช้พื้นที่ในการชะลอน้ำ ในช่วงที่น้ำจากจังหวัดนครสวรรค์เคลื่อนตัวมาถึง เพราะฉะนั้นในส่วนปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะคงอยู่เกณฑ์ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเมื่อวาน (30 ก.ย.69) ได้มีการปรับเพิ่มการระบายน้ำมาอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะปรับเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำ หรือระดับน้ำทางด้านเหนือเขื่อนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่สูงกว่าแนวป้องกันของจังหวัดที่ได้มีการดำเนินการ เตรียมความพร้อมรองรับเอาไว้
ทั้งนี้ปริมาณน้ำในส่วนที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะส่งผลให้จากนี้ไป น้ำจะถึงเขื่อนวันที่ 2 และ 3 ตุลาคม 2569 และจะถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และระดับน้ำก็จะเริ่ม ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นยังจะมีปริมาณน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งในขณะนี้เขื่อนป่าสักฯ ได้มีการระบายน้ำประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจากการประเมินในช่วงเช้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเริ่มมีการปรับลดลงในอัตราประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยในส่วนแผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมการระบายน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกินประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับพื้นที่แม่น้ำป่าสักบริเวณตอนล่าง โดยปริมาณน้ำส่วนนี้จะไหลไปผ่านเขื่อนพระรามหก จึงจะต้องมีการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนพระรามหกในลำดับถัดไปด้วย ซึ่งจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำส่วนนี้ก็จะไปรวมกันกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการคาดการณ์ประเมินภาพรวมว่าปริมาณน้ำที่ไปรวมกันก็จะอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำดังกล่าวจะไปที่ผ่านจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพมหานครก่อนออกไปที่จังหวัดสมุทรปราการ
สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีปริมาณน้ำในระดับประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดว่าระดับน้ำจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ +2.25 เมตร ซึ่งต่ำกว่าแนวป้องกันของกรุงเทพมหานครประมาณ 40 เซนติเมตร ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาเคยระบายน้ำสูงสุดประมาณ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับการระบายที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในปีนี้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า
สำหรับลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์เริ่มปรับตัวลดลง โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ระดับน้ำบริเวณแม่น้ำแควน้อยลดลงประมาณ 2.50 เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนแม่กลองอยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มปรับการระบายให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน
มวลน้ำได้เคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดราชบุรีและสมุทรสงครามแล้ว โดยเฉพาะอำเภออัมพวา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากปริมาณฝนที่ลดลง คาดว่าระดับน้ำและความรุนแรงของสถานการณ์จะไม่เพิ่มขึ้นมากจากระดับปัจจุบัน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่
