POLITICS
'พิพัฒน์'เร่งประชุมผู้ว่าฯ14จังหวัดภาคใต้ รับมือฝนห้วง6-13ต.ค.นี้/นครนายกจมน้ำ
กรุงเทพฯ-รองนายกฯ พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ รับมือฝนห้วง 6-13 ต.ค. นี้ สั่งการเตรียมแผนเผชิญเหตุ-จุดอพยพพร้อมบูรณาการข้อมูล-เครื่องจักรกล-กำลังพลเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และรัฐบาลแจ้งประชาชนเลี่ยงถนนสาย นย.3001 จ.นครนายก น้ำท่วมสูงไม่สามารถสัญจรผ่านได้ แนะใช้ ทล.305 ทดแทน
วันนี้ (6 ต.ค. 69) เวลา 16.00 น. นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหาร ปภ. ร่วมประชุม ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference System
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยทุกพื้นที่ทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเป็นประจำทุกวัน และได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ เร่งระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง สำหรับพื้นที่ภาคใต้ซึ่งจะเริ่มมีฝนตกหนักถึงหนักมากรวมถึงมีคลื่นลมแรงระหว่างวันที่ 6-13 ต.ค. 69 ตามการพยากรณ์อากาศ จึงจำเป็นต้องติดตามและประชุมเพื่อบูรณาการข้อมูลชุดเดียวกันในการวางแผนเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด
"ทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้จะต้องจัดทำแผนเผชิญเหตุที่มีการแบ่งมอบภารกิจอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด หากจังหวัดหรือหน่วยงานใดพบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน สามารถนำเสนอในที่ประชุมเพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขร่วมกันได้ทันที นอกจากนี้ ขอให้แม่ทัพภาคที่ 4 ช่วยสนับสนุนกำลังพล ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร เพื่อเข้าช่วยเหลือการปฏิบัติงานของทั้ง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ด้วย เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำทุกจังหวัดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทั้งอุทกภัย อัคคีภัย และภัยแล้งอย่างบูรณาการ โดยเน้นย้ำการรายงานสถิติน้ำฝนรายวัน การบริหารงบประมาณ การกำหนดจุดจอดรถฉุกเฉินพร้อมพิกัดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้กีดขวางการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ การจัดเตรียมศูนย์พักพิงและสิ่งของจำเป็น รวมถึงการเตรียมสุขาสำรองเพื่อป้องกันปัญหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กำชับให้ทุกจังหวัดนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติเตรียมการ และสามารถประสานขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรกลจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมหรือกองทัพได้ทันที โดยมีนายวรสิทธิ์ เรียงประสิทธิ์ และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลและประสานงานการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ทางด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า เรื่องการประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติ หากสถานการณ์เข้าเกณฑ์ตามระเบียบกฎหมาย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งดำเนินการประกาศภัยโดยเร็ว เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เมื่อเกิดปัญหาจะต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านอาหาร ต้องพิจารณาแหล่งที่มาของวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร รวมไปถึงการจัดเตรียมเครื่องจักรที่ไม่ใช่ของส่วนราชการ โดยสามารถใช้งบทดลองราชการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
"สิ่งสำคัญคือการเตรียมข้อมูลจุดอพยพ จุดจอดรถ และพื้นที่ต่าง ๆ ว่า ข้อมูลที่ส่วนราชการจัดเตรียมไว้จะต้องถูกนำไปสื่อสารและส่งต่อให้ถึงมือประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างทั่วถึง การเตรียมการทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ หากทุกหน่วยงานจึงต้องหาวิธีการกระจายข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชน เพื่อให้เกิดความพร้อมในการเผชิญเหตุอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติม
ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า สถานการณ์ปัจจุบันภาคใต้มีเมฆฝนปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน การคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงสัปดาห์นี้ วันที่ 6-8 ต.ค. 69 ภาคใต้เริ่มมีฝนหนาแน่นตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งปริมาณฝนหลายพื้นที่ 50 - 100 มิลลิเมตร วันที่ 9 ต.ค. 69 ฝนจะอยู่ทางตอนล่างของภาคใต้ วันที่ 10 - 12 ต.ค. 69 แนวโน้มฝนจะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนกลาง และฝั่งอันดามัน วันที่ 13 ต.ค. 69 แนวฝนจะเคลื่อนไปทางภาคใต้ตอนบน และวันที่ 14 ต.ค. 69 ยังคงมีสถานการณ์ฝนในภาคใต้ตอนล่าง ดังนั้น ในช่วงแรกควรเฝ้าระวังฝนตกหนักเฉพาะจุดที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ส่วนในช่วงหลังเนื่องจากมีฝนสะสมมาก แม้ฝนตกไม่มากก็อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้เร็วกว่าเดิม
รัฐบาลแจ้งประชาชนเลี่ยงถนนสาย นย.3001 จ.นครนายก น้ำท่วมสูงไม่สามารถสัญจรผ่านได้ แนะใช้ ทล.305 ทดแทน

วันนี้ 6 ตุลาคม 25569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการกรมทางหลวงชนบท (ทช.) สำนักงานทางหลวงชนบท (สทช.) แขวงทางหลวงชนบท (ขทช.) ในพื้นที่ที่กำลังประสบเหตุน้ำท่วมให้บริหารจัดการเส้นทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ในกรณีเส้นทางผ่านไม่ได้ให้จัดหาทางเลี่ยงพร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานของจังหวัดในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที เมื่อได้รับการร้องขอ รวมถึงกรณีถนน/สะพานขาด ให้เร่งดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น อาทิ การติดตั้งสะพานเบลีย์ และกรณีต้นไม้หักโค่น ปิดทับ/กีดขวางเส้นทาง ให้รีบนำเครื่องมือเครื่องจักรเข้าดำเนินการทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรผ่านได้โดยเร็ว และให้ทำการประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่ได้รับทราบจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ
“จากข้อมูลรายงานของแขวงทางหลวงชนบท (ขทช.) นครนายก รายงานว่าขณะนี้มีโครงข่ายทางหลวงชนบทในจังหวัดนครนายก ได้รับผลกระทบ จำนวน 17 สายทาง แบ่งเป็นสามารถสัญจรผ่านได้ 16 สายทาง และมีเส้นทางที่ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 1 สายทาง คือ ถนนทางหลวงชนบทสาย นย.3001 แยก ทล.305 (กม.ที่ 44+125) - บ้านบางน้ำเปรี้ยว (ตอนนครนายก) อำเภอองครักษ์ มีระดับน้ำท่วมสูง ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว และสามารถใช้เส้นทางหลัก ทล.305 ทดแทน“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับโครงข่ายทางหลวงชนบทในปัจจุบันได้รับผลกระทบรวม 14 จังหวัด (บุรีรัมย์, นครราชสีมา, ชัยภูมิ, ปราจีนบุรี, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, นครปฐม, กำแพงเพชร, สุพรรณบุรี, สมุทรปราการ, ราชบุรี, นครสวรรค์, นครนายก, ปทุมธานี) ได้รับผลกระทบ 73 สายทาง สัญจรผ่านได้ 41 สายทาง สัญจรผ่านไม่ได้ 32 สายทาง ซึ่ง ทช. ยังคงติดตั้งป้ายเตือน ป้ายบอกระดับน้ำ และปักเสาขาวแดงตามแนวเขตทางเรียบร้อยแล้ว หากระดับน้ำลดลงจะเร่งดำเนินการประเมินสถานการณ์และเร่งเข้าซ่อมแซมเบื้องต้นโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุอุทกภัยบนถนนทางหลวงชนบทได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ หรือสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเส้นทางได้ที่ Facebook กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม
