IN NEWS

รัฐฯเร่งพยุงราคาข้าวนาปี/ข่าวโพด69/70 ข้าวตั้งวงเงิน5.89หมื่นล./ข้าวโพด120ล้าน



กรุงเทพฯ-รัฐบาลเร่งพยุงราคาข้าวนาปี 2569/70 เสนอมาตรการกว่า 5.89 หมื่นล้านบาท ชะลอขายข้าว–หนุนสหกรณ์รับซื้อ พร้อมดันข้าวคุณภาพสูงเพิ่มรายได้ชาวนาและเดินหน้า 4 มาตรการ วงเงิน 120.30 ล้านบาท พยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2569/70 ช่วยเกษตรกรรับมือผลผลิตออกมาก หนุนสินเชื่อรับซื้อ–เก็บสต็อก พร้อมลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก

วันนี้ (20 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและดูแลรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ควบคู่การปรับโครงสร้างการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวม 5 โครงการ กรอบวงเงิน 58,912.64 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท และวงเงินชดเชยจ่ายขาด 9,637.64 ล้านบาท เพื่อรองรับผลผลิตข้าวที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน และลดแรงกดดันต่อราคาข้าวเปลือก

นางสาวลลิดากล่าวว่า มาตรการสำคัญประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงิน 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกเก็บข้าวไว้รอจำหน่ายในช่วงราคาที่เหมาะสม โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อตามประเภทข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 8,500 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน พร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวตามเงื่อนไขโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วม

ขณะเดียวกัน เสนอโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินรวม 15,656.25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวบรวมข้าวเปลือกเป้าหมาย 1.5 ล้านตัน สำหรับจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยอีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสริมอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิต

นอกจากนี้ ยังมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก วงเงิน 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก โครงการดูดซับข้าวเปลือก วงเงิน 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยเสนอสนับสนุนการรับซื้อข้าวในราคานำตลาดตามเงื่อนไขโครงการ และโครงการส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงหรือ “ข้าวประณีต ระยะที่ 2” วงเงิน 84 ล้านบาท สนับสนุนกลุ่มเกษตรกร 266 กลุ่ม กลุ่มละ 300,000 บาท เพื่อพัฒนาการผลิต การแปรรูป และช่องทางจำหน่าย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากข้าวคุณภาพสูง

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณาปรับลดกรอบวงเงินชดเชยของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและภาระงบประมาณที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง ขณะที่โครงการดูดซับข้าวเปลือกยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนการอนุมัติแหล่งเงิน โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้พิจารณาใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นลำดับแรก และเริ่มดำเนินโครงการได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ

“รัฐบาลมุ่งดูแลชาวนาไม่ให้ต้องเร่งขายข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน พร้อมเพิ่มช่องทางรับซื้อและสนับสนุนการแปรรูปข้าวคุณภาพสูง เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม มาตรการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพยุงราคาข้าวระยะสั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มมูลค่าข้าวไทย และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

รัฐฯกำหนด4มาตรการวงเงิน120.30ล้านบ. พยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี2569/70 

นางสาวลลิดา เเปิดเผยอีกว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิต ปี 2569/70 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการรวม 4 โครงการ วงเงินงบประมาณจ่ายขาดทั้งสิ้น 120.30 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ใช้งบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 71.50 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 48.80 ล้านบาท

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญส่วนแรกมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน โดยมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 20 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลา 60–120 วัน ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตออกจากตลาดชั่วคราว 200,000 ตัน พร้อมชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงผลผลิตกระจุกตัว โดยไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง

ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการดูดซับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 51.50 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่มีปริมาณข้าวโพดออกสู่ตลาดจำนวนมาก และกระจายไปยังผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในแหล่งผลิตและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่เกษตรกร

สำหรับมาตรการด้านสินเชื่อ รัฐบาลเตรียมสนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 35 ล้านบาท ผ่าน ธ.ก.ส. โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิต 100,000 ตัน เพื่อให้สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อ รวบรวม และแปรรูปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 4.50 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี และสถาบันเกษตรกรรับภาระเพียงร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 13.80 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 230 ล้านบาท หรือรายละไม่เกิน 230,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้เกษตรกรนำเงินทุนไปพัฒนากระบวนการผลิต เลือกใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยกระดับคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดต้นทุนการผลิต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 4 โครงการเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีการผลิต 2568/69 โดยโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร 12 ราย วงเงิน 447.50 ล้านบาท สามารถรับซื้อผลผลิตได้ประมาณ 96,000 ตัน หรือร้อยละ 96 ของเป้าหมาย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสถาบันเกษตรกรในการช่วยรองรับผลผลิตและสร้างช่องทางตลาดให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของโครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามกระบวนการต่อไป

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้รับซื้อและสถาบันเกษตรกร ไปจนถึงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาการเพาะปลูก โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม ลดความผันผวนของราคา มีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ครัวเรือนเกษตรกร ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว