IN NEWS

รัฐฯสั่งรับมือPM2.5-เข้มนำเข้าขยะพิษ วางท่าทีเจรจาOP31-COP32รับเงินทุน



กรุงเทพฯ-นายกฯ สั่งเตรียมรับมือ PM2.5 กำชับตรวจเข้มลักลอบนำเข้าขยะพิษ เร่งขับเคลื่อนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECDรัฐบาลเตรียมท่าทีเจรจา COP31–COP32 ดันประเทศพัฒนาแล้วหนุนเงินทุน–เทคโนโลยี รับมือโลกร้อน ย้ำเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นธรรม ไม่ทิ้งแรงงาน–เกษตรกร มุ่งเป้า Net Zero ปี 2050 พร้อมเตรียมท่าทีเจรจา COP31–COP32 ดันประเทศพัฒนาแล้วหนุนเงินทุน–เทคโนโลยี รับมือโลกร้อน ย้ำเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นธรรม ไม่ทิ้งแรงงาน–เกษตรกร มุ่งเป้า Net Zero ปี 2050

สั่งเตรียมรับมือ PM2.5 กำชับตรวจเข้มลักลอบนำเข้าขยะพิษ

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมต้อนรับประธานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การเตรียมมาตรการรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการจัดการปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอันตรายจากต่างประเทศ

นายเอกภพกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับประธาน OECD ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงคณะทำงานของ OECD ที่จะเดินทางมายังประเทศไทยล่วงหน้า เพื่อประเมินความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันพบสถานการณ์ฝุ่นละอองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ต่าง ๆ เตรียมความพร้อมและมาตรการในพื้นที่ พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความร่วมมือและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกำชับการจัดการปัญหาขยะพิษ โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร แต่ยังพบการลักลอบนำเข้าและมีการเปิดโรงงานเพื่อแปรรูปขยะดังกล่าว จึงมอบหมายให้ ครม. และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับให้กรมศุลกากรตรวจสอบเรือและตู้สินค้าที่อาจมีการลักลอบนำเข้าขยะดังกล่าวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะอันตรายจากต่างประเทศเข้ามาสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในประเทศ พร้อมมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติหารือและกำหนดแนวทางจัดการปัญหาอุตสาหกรรมขยะผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

เตรียมท่าทีเจรจา COP31–COP32 ดันประเทศพัฒนาแล้วหนุนเงินทุน–เทคโนโลยี รับมือโลกร้อน 

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี 2569–2570 เพื่อใช้ในการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี รวมถึงการประชุม COP32 และเวทีเจรจาที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ

นางสาวลลิดากล่าวว่า ท่าทีสำคัญของไทยคือการเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วแสดงบทบาทนำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเพิ่มการสนับสนุนด้านเงินทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรแก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกันตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050

สำหรับประเด็นเศรษฐกิจและพลังงาน ไทยจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ ทั้งเงินให้เปล่า ตราสารหนี้ และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน ไทยจะผลักดันความร่วมมือด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ การจัดการไฟป่า ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนกลไกความร่วมมือด้านคาร์บอนตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและป้องกันการนับผลการลดก๊าซเรือนกระจกซ้ำซ้อน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เวที COP เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศต้องคำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ กรอบท่าทีเจรจาดังกล่าวเป็นแนวทางสำหรับผู้แทนไทยในการเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ ยังไม่ใช่การจัดทำความตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ โดยหากมีการจัดทำความตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป