LEARNING

มจธ.ถอดบทเรียนพื้นที่น้ำท่วมพบปัญหา 'ระบบไฟฟ้า'ใช้อุปกรณ์เคยจมน้ำอันตราย



กรุงเทพฯ-มจธ. เปิดบทเรียนจากการลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า พบปัญหาระบบไฟฟ้าที่เจ้าของบ้านไม่เคยรู้ ทั้งเบรกเกอร์ไม่ระบุวงจร สายไฟติดตั้งผิดมาตรฐาน และไฟฟ้ารั่วจากการเสื่อมของสายไฟจากน้ำท่วม เตือน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำ แม้กลับมาใช้งานแต่เสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดอัคคีภัยได้ในภายหลัง พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง ชวนประชาชนตรวจสอบโครงสร้างของบ้านก่อนเกิดความเสี่ยงซ้ำ

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของประเทศเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ที่บางพื้นได้รับผลกระทบหนักกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 แม้ตอนนี้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ความเสี่ยงภายในบ้านยังไม่หมดไป เพราะจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในชุมชนเคหะร่มเกล้าของคณาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสิงห์อาสาและเครือข่าย 3 พระจอม พบปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายจากน้ำท่วมและการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่เจ้าของบ้านอาจไม่เคยรู้มาก่อน หากไม่ได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด หรืออัคคีภัยตามมาได้ในอนาคต

ผศ. ดร.อธิป ดุลย์จินดาชบาพร ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เปิดเผยว่า จากการนำนักศึกษาลงพื้นที่พบว่า ปัญหาสำคัญหลังน้ำลดคือระบบไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเต้ารับที่ติดตั้งใกล้พื้นจนถูกน้ำท่วมและเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ขณะที่การซ่อมแซมทำได้ยาก เพราะบ้านหลายหลังมีเบรกเกอร์ที่ไม่ระบุว่าควบคุมวงจรใด ทำให้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงตรวจสอบระบบ นอกจากนี้ ยังพบกรณีเจ้าของบ้านถูกไฟดูดขณะเปิด–ปิดสวิตช์ที่ไม่ได้จมน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากความชื้นสะสมร่วมกับอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ

“อีกปัญหาที่พบคือ บ้านหลายหลังมีการต่อสายไฟสลับกันระหว่างสายที่มีไฟกับสายนิวทรัล (ไม่มีกระแสไฟ) ซึ่งผิดมาตรฐานและอาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเจ้าของบ้านไม่ทราบว่าติดตั้งผิดมาตั้งแต่แรก เราจึงช่วยตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยต้องได้มาตรฐานและตรวจสอบได้ง่าย โดยเฉพาะบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ควรติดป้ายข้อความระบุวงจรเบรกเกอร์ให้ชัดเจน แยกวงจรไฟส่องสว่างออกจากวงจรเต้ารับ และยกระดับเต้ารับให้พ้นระดับน้ำที่เคยท่วม เพื่อลดความเสียหายและสามารถตัดไฟได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน” ผศ. ดร.อธิป กล่าว

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำ แม้ตากจนแห้งและเปิดใช้งานได้ ก็อาจไม่ปลอดภัย เพราะฉนวนและชิ้นส่วนภายในอาจเสื่อมสภาพ เสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ในภายหลัง “เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำเปรียบเหมือน ‘ระเบิดเวลา’ วันนี้อาจยังใช้งานได้ แต่เราไม่รู้ว่าภายในเสียหายแค่ไหนหรือจะเกิดปัญหาเมื่อไร จึงควรให้ช่างตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ก็ควรเปลี่ยนใหม่ ส่วนบ้านที่น้ำท่วมถึงเต้ารับ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ไม่ควรเปิดเบรกเกอร์เอง ต้องให้ช่างตรวจสอบก่อนจ่ายไฟเข้าระบบ” ผศ. ดร.อธิป กล่าว

นอกจากการตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าแล้ว นักศึกษา มจธ. ยังได้มีส่วนร่วมฟื้นฟูบ้านเรือนของผู้ประสบภัย ทั้งการเคลื่อนย้ายสิ่งของและช่วยเหลือครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงและเห็นถึงความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อสังคม

“บางบ้านยกตู้เย็นหรือเครื่องซักผ้าขึ้นวางบนโต๊ะสูงเพื่อหนีน้ำแต่พอน้ำลดก็ยกลงมาเองไม่ได้ เพราะมีแต่ผู้สูงอายุ นักศึกษาเราจึงเข้าไปช่วย สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาได้ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น ที่สำคัญคือได้เห็นว่า ความรู้ทางวิศวกรรมไม่ได้มีไว้แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่ยังช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นได้จริง” ผศ. ดร.อธิป กล่าว

นอกจากปัญหาระบบไฟฟ้าแล้ว อีกความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความปลอดภัยของโครงสร้างบ้าน โดย ดร.กสาน จันทร์โต จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. นำบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 มาเตือนว่า น้ำท่วมขังเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของพื้นอาคารและสภาพดินใต้บ้าน แม้หลังน้ำลดจะยังไม่พบความเสียหายชัดเจน แต่บางปัญหาอาจปรากฏขึ้นในภายหลัง จึงควรตรวจสอบความผิดปกติก่อนซ่อมแซมหรือกลับมาใช้งานตามปกติ

“หลายคนอาจไม่รู้ว่าน้ำท่วมขังสามารถส่งผลต่อความแข็งแรงของบ้านได้ เพราะน้ำมีน้ำหนักมาก หากท่วมสูง 30 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักกดทับพื้นถึง 300 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ขณะที่พื้นบ้านทั่วไปออกแบบให้รับน้ำหนักจากการใช้งานประมาณ 150-200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าบ้านจะพังทันที เพราะแต่ละหลังมีความแข็งแรงและลักษณะโครงสร้างต่างกัน สิ่งที่ต้องระวังคือ หากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบ้านที่เก่าหรือมีส่วนชำรุดอยู่แล้ว อาจทำให้พื้นแอ่นหรือแตกร้าวได้ หลังน้ำลดจึงควรสังเกตว่ามีรอยร้าวใหม่หรือพื้นทรุดผิดปกติหรือไม่ หากพบควรให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบ” ดร.กสาน อธิบาย

นอกจากนี้ น้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานานอาจชะล้างดินจนเกิดโพรงใต้พื้นบ้าน โดยเฉพาะลานจอดรถ ทางเดิน และส่วนต่อเติม ส่งผลให้พื้นทรุดตัวและอาจกระทบต่อโครงสร้างอาคาร เจ้าของบ้านจึงควรสังเกตรอยแตกร้าวใหม่บริเวณเสา คาน และผนัง รวมถึงพื้นทรุดหรือเอียง หากพบความผิดปกติควรรีบให้วิศวกรเข้าตรวจสอบและซ่อมแซมตามสาเหตุ เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลาม อีกจุดที่ต้องระวังคือกำแพงและรั้วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่ทำแนวกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ เพราะระดับน้ำภายนอกที่สูงกว่าภายในจะสร้างแรงดันต่อกำแพงและรั้ว หากโครงสร้างไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้เอียง แตกร้าว หรือพังถล่มลงมาได้ จึงควรตรวจสอบสภาพรั้วหลังน้ำลด และให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินทันทีหากพบการเอียงหรือทรุดตัว เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน

บทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ย้ำให้เห็นว่า น้ำลด ไม่ได้หมายความว่าบ้านจะปลอดภัยเสมอไป การฟื้นฟูจึงไม่ควรหยุดเพียงซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย แต่ต้องตรวจสอบความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ทั้งระบบไฟฟ้า โครงสร้าง และพื้นที่รอบบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้อยู่อาศัย และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดซ้ำได้ในอนาคต