IN NEWS
รายงานความรุนแรงในครอบครัวปี2567 พบสตรีถูกกระทำสูงสุด/ชู5แนวทางรับมือ
กรุงเทพฯ-พม. รวบรวมข้อมูลจาก 15 หน่วยงาน พบผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 29,684 ราย ผู้หญิง 24,485 ราย พร้อมเสนอ 5 แนวทางรับมือ ตั้งแต่พัฒนาฐานข้อมูลกลาง บูรณาการช่วยเหลือ สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง ยกระดับบริการคุ้มครอฟื้นฟู ไปจนถึงปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาศักยภาพ
วันนี้ (27 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2567 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งจัดทำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัญหาและใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ
รายงานรวบรวมข้อมูลจาก 15 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปี 2567 มีผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวรวม 29,684 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 24,485 ราย เพศชาย 5,155 ราย และเพศอื่น ๆ 44 ราย แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่เด็กและเยาวชนยังเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความรุนแรงในครอบครัวอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและพัฒนาการในระยะยาว
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคดีความรุนแรงในครอบครัว 168 คดี แบ่งเป็นการร้องทุกข์ 162 คดี และไม่ร้องทุกข์ 6 คดี ส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดมีคดีที่เข้าสู่กระบวนการชั้นพนักงานอัยการ 284 คดี และศาลยุติธรรมมีคดีฟ้องต่อศาลโดยตรง 257 คดี ทั้งนี้ ข้อมูลแต่ละหน่วยงานสะท้อนการดำเนินงานตามภารกิจและกระบวนการที่แตกต่างกัน
รายงานยังระบุว่า ความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นการกระทำทางร่างกาย โดยปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ขณะที่สถานที่เกิดเหตุที่พบมาก ได้แก่ ที่พักอาศัยส่วนบุคคล เช่น บ้านพัก บ้านเช่า และคอนโดมิเนียม สะท้อนความจำเป็นในการเฝ้าระวังและสร้างช่องทางขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงได้ แม้เหตุจะเกิดขึ้นภายในบ้านก็ตาม
เพื่อยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหา พม. เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่
1. พัฒนาฐานข้อมูลกลาง : เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดรูปแบบการรายงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้กำหนดมาตรการป้องกันได้ตรงกับสถานการณ์
2. บูรณาการการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงาน : กำหนดบทบาทและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน ตั้งแต่การประสานความช่วยเหลือ การจัดการรายกรณี บริการทางกฎหมาย การส่งต่อ และการติดตามผล
3. สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังระดับชุมชน : พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครและกลไกชุมชนให้สามารถเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และส่งต่อผู้ประสบปัญหาได้อย่างถูกต้อง พร้อมสื่อสารความรู้และช่องทางขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
4. ยกระดับบริการคุ้มครองและฟื้นฟู : สนับสนุนการประเมินความเสี่ยง จัดบริการสวัสดิการ ที่พักปลอดภัย การดำรงชีวิต และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองทางสังคม
5. พัฒนาความรู้ กฎหมาย และมาตรฐานบุคลากร : สนับสนุนการวิจัยและประเมินผล ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมพัฒนาความรู้และทักษะเฉพาะด้านของบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รายงานฉบับนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การป้องกันความรุนแรงในครอบครัวครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ โดยภายหลัง ครม. รับทราบรายงานแล้ว จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบต่อไปตามที่กฎหมายกำหนด
