IN NEWS
'ปกรณ์'ชูเจตนารมณ์1กรม1โปร่งใสไร้เทา ปรับ3เสาหลัก'ระบบงาน-ใช้ดิจิทัล-แก้กม.'
กรุงเทพฯ-รองนายกฯ “ปกรณ์” ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ชู 3 เสาหลัก ปรับระบบงาน–ใช้ดิจิทัล–ปลดล็อกกฎหมาย มุ่งป้องกันทุจริตเชิงโครงสร้าง
วันนี้ (30 ตุลาคม 2569) เวลา 10.45 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ภายใต้แนวคิด “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส” โดยมีนางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ผู้บริหารหน่วยงานนำร่อง 12 หน่วยงาน ตลอดจนผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม
ก่อนเริ่มพิธี รองนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานของหน่วยงานนำร่อง อาทิ กรมที่ดิน กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และสำนักงาน ก.พ.ร. พร้อมรับชมวีดิทัศน์แนะนำโครงการ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน หากสามารถลดหรือขจัดปัญหานี้ได้ ประเทศไทยจะมีโอกาสพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและโอกาสก้าวหน้าดีขึ้น การขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้สืบเนื่องจากข้อมูลและข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่ม “เพื่อนไม่ทน” ที่เสนอต่อรัฐบาล ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการให้เร่งดำเนินการ โดยจัดตั้งคณะทำงาน คตท. ร่วมกับ กกร. เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Good Governance for Better Life” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ผ่านการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงตัวอย่างการดำเนินงานของหน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมที่ดิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปรับกระบวนการทำงานสามารถลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และช่วยป้องกันการทุจริตได้ โดยกรมสรรพากรปรับกระบวนการคืนภาษีนิติบุคคลจากเดิม 100 วัน เหลือเพียง 5 วัน ลดระยะเวลาได้ 95 วัน ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ส่วนกรมที่ดินพัฒนาระบบชำระภาษีที่ดินออนไลน์ ช่วยลดการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาดำเนินการ ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้จากทุกที่
สำหรับแนวทางขับเคลื่อนโครงการ กำหนด 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ให้มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบได้ 2. นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ เพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน 3. ทบทวนกฎหมายลำดับรอง ทั้งพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่ล้าสมัย กำหนดมาตรฐานเกินความจำเป็น หรือจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพมากเกินไป
รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนบุคลากร แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้การทำงานตรงไปตรงมา ลดการใช้ดุลพินิจที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการตรวจสอบย้อนหลังและการดำเนินคดี พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายที่ควรทบทวน เช่น การกำหนดพื้นที่สถานบริการให้จำกัดอยู่เพียง 3 พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อื่นไม่สามารถขออนุญาตได้
ในส่วนความร่วมมือกับภาคเอกชน รัฐบาลเปิดช่องทางให้ภาคธุรกิจเสนอปัญหาและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบผ่านกลไก กรอ. และ กกร. โดยมองว่าภาคเอกชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความซับซ้อนของกฎระเบียบ จึงต้องรับฟังปัญหาเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด ขณะนี้รวบรวมประเด็นปัญหาได้มากกว่า 40 เรื่อง เตรียมเสนอ กรอ. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาปลดล็อก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริต
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการหารือกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เลขาธิการ Open Government Partnership (OGP) และเลขาธิการ World Justice Forum ซึ่งติดตามพัฒนาการของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และชื่นชมความเปลี่ยนแปลงในช่วง 5–6 เดือนที่ผ่านมา โดยเห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างและยกระดับความโปร่งใสของระบบราชการไทย
ด้านการป้องกันการทุจริตเชิงรุก รองนายกรัฐมนตรีเน้นว่า การป้องกันมีความสำคัญกว่าการติดตามจับกุมภายหลัง โดยต้องสร้างระบบป้องกันผ่านการปรับกระบวนการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจด้วยเทคโนโลยี และแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกความซื่อสัตย์ตั้งแต่ระดับครอบครัว พร้อมเสนอให้มีช่องทางแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ สามารถปกปิดตัวตนผู้แจ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกล้าให้ข้อมูล โดยเสนอให้สำนักงาน ป.ป.ท. จัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ส่วนกระบวนการตรวจสอบทางวินัยและการสอบสวนการทุจริตต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีกำหนดเวลาชัดเจน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่ตั้งสมมติฐานว่าผู้ถูกตรวจสอบทุกคนมีเจตนากระทำผิด เพราะอาจสร้างความเสียหายแก่ผู้บริสุทธิ์
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณหน่วยงานนำร่องทั้ง 12 หน่วยงานที่ร่วมเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง พร้อมชี้แจงว่าการได้รับคัดเลือกเป็นหน่วยงานนำร่องไม่ได้หมายความว่าเป็นหน่วยงานที่มีปัญหา แต่เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยงานอื่น เพื่อขยายผลสู่ระบบราชการทั้งระบบ
ทั้งนี้ การประเมินความสำเร็จจะไม่มุ่งวัดเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมหรือกิจกรรมที่ดำเนินการ แต่จะพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการปรับกระบวนการทำงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดดุลพินิจ การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนการจัดให้มีช่องทางแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัย โดยต้องคำนวณผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนและภาคเอกชนได้รับจริง ซึ่งเลขาธิการ ก.พ.ร. จะจัดทำ Cost-Benefit Relationship เพื่อสะท้อนมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงตัวเลขการลดระยะเวลา เป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกในฐานะ “First Asian” เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่คนรุ่นต่อไป
ในช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีเชิญชวนผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมขับเคลื่อนเจตนารมณ์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเปิดโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ภายใต้แนวคิด “มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส เพื่อประชาชนและประเทศไทย”
ภายหลังพิธีเปิด มีการนำเสนอมุมมองและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบราชการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. นำเสนอหัวข้อ “มองให้ไกล: ออกแบบรัฐให้โปร่งใสตั้งแต่ต้นทาง” นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นำเสนอหัวข้อ “เปลี่ยนให้ทัน: เมื่อบริการรัฐต้องง่าย โปร่งใส ไร้รอยต่อ” และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำเสนอหัวข้อ “สร้างความเชื่อมั่น: เสียงสะท้อนภาคเอกชน รัฐแบบไหนที่ภาคธุรกิจอยากได้”

