THAILAND

วิกฤตหรือโอกาส? ส่องทิศทางศก.ชุมชน ปราจีนบุรีก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมEEC



ปราจีนบุรี-วิกฤตหรือโอกาส? ส่องทิศทางเศรษฐกิจชุมชนปราจีนบุรี  ในวันที่ความเจริญEEC.พุ่งเป้าสู่เมืองอุตสาหกรรม... ให้ ปราจีนบุรีเป็นEEC.จังหวัดที่ 4 ต่อจาก ระยอง ชลบุรี แปดริ้ว   ...  กับลมหายใจ "ไทเดิ้ง" ณ ดงป่าตาล…บ่สยโคกบ้าน บ้านนา บ้านอินทร์ไตรย์ และ บ้านประเถท...

จังหวัดปราจีนบุรี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองทางผ่านสู่ภาคอีสาน หรือดินแดนแห่งสมุนไพรเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเท่านั้น แต่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น "เค้กชิ้นปลามัน" ของเหล่านักลงทุนอุตสาหกรรมที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางตึกสูงและโรงงานที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ในการเตรียมก้าวสู่การเป็นเมืองEEC.จังหวัดที่ 4 ต่อจาก จ.ระยอง จ.ชลบุรี ต.ฉะเชิงเทรา  หรือ  แปดริ้ว

  

คำถามที่สำคัญคือ "คนปราจีนบุรีดั้งเดิม" ได้รับประโยชน์จริงหรือ? หรือเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความเจริญที่กำลังกลืนกินวิถีชีวิตดั้งไปอย่างช้าๆ

จากการเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่าการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ส่งผลบวกในแง่การจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล 

อย่างไรก็ตาม นายมานิตย์ สนับบุญ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดรายงานว่า ปัญหาที่ตามมาคือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่คนในชุมชนต้องเร่งปรับตัว

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า รายได้จากการเกษตรซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่เริ่มผันผวนจากสภาพภูมิอากาศและราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งกลายเป็นแรงงานโรงงานเพื่อความอยู่รอด ผู้นำชุมชนรายหนึ่งระบุว่า "เราปฏิเสธความเจริญไม่ได้ แต่ต้องอยู่กับมันโดยไม่เสียตัวตน การสนับสนุนการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน"

ท่ามกลางกระแสอุตสาหกรรม กลับมีอัญมณีเม็ดงามที่ซ่อนตัวอยู่ใน หมู่บ้านโคกบ้าน, บ้านนา และบ้านอินไตรย์ (หมู่ 6, 12) ตลอดรวมถึงบ้านประเถท  ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม ที่นี่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ “ไทยเดิ้ง” กลุ่มวัฒนธรรมไทโคราชที่มีสำเนียงพูดเหน่อเป็นเอกลักษณ์ และวิถีชีวิต "คนหากินบนที่สูง"

ในหมู่บ้านแห่งนี้มีดงป่าตาลธรรมชาตินับหมื่นต้นเรียงรายสุดสายตา ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตแบบ "พึ่งพา-พอเพียง" หน้านาทำนา หน้าแล้งปีนตาล กลายเป็นอันซีน "ซอฟต์พาวเวอร์" ที่โดดเด่น

"หลังจบ ป.7 ผมก็ช่วยครอบครัวทำนาและทำตาลมาตลอดกว่า 30 ปี แม้คนอื่นจะไปทำงานโรงงานกินเงินเดือน แต่ป่าตาลนี้สร้างรายได้เลี้ยงลูกจนจบ ปวส. และกำลังเรียนมหาวิทยาลัย มีรายได้จากการขายตาลเฉาะและน้ำตาลสดกว่า 15,000 บาทต่อเดือน" —ทิดช้าง วัย 63 ปี กล่าวด้วยความภูมิใจ
กรรมวิธีที่ต้องใช้ใจและทักษะ:
•    การปีน: ต้องปีนต้นตาลสูงเกือบ 20 เมตร ด้วย "พะอง" (บันไดไม้ไผ่ป่า)
•    การนวด: ใช้ "ไม้ตะเกียบ" นวดงวงตาลให้นิ่มนาน 3-4 วัน เพื่อกระตุ้นน้ำหวาน
•    การปาด: ใช้มีดปาดตาลที่คมกริบดั่งมีดโกนเฉือนบางๆ รองน้ำตาลใส่กระบอกไม้ไผ่
•    การแปรรูป: นำน้ำตาลสดมาต้มในกระทะใบบัวจนเดือดพล่านก่อนจำหน่าย หรือหมักเป็น "น้ำตาลเมา" (กระแช่) ใส่เปลือกไม้ตะเคียนหรือสีเสียด เป็นเครื่องดื่มแก้ปวดเมื่อยยามเย็น

ด้าน ทิดเปี๊ยก วัย 65 ปี อดีตพนักงานโรงแรมที่กลับมาทำน้ำตาลสดหลังวิกฤตโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการหวนคืนสู่รากเหง้า ท่านใดที่โหยหาวิถีธรรมชาติ สามารถเดินทางจากถนนบ้านท่าโพธิ์-บ้านนา เข้าสู่ดงตาลนับแสนต้นเพื่อชิมรสชาติความหวานสดๆ ใต้ต้นได้ทุกวัน

เส้นทางของปราจีนบุรีต่อจากนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่าง "นวัตกรรมอุตสาหกรรม" กับ "ภูมิปัญญาดงป่าตาล" หากภาครัฐหนุนเสริมให้ที่นี่เป็น Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ปราจีนบุรีจะเป็นเมืองอัจฉริยะที่เข้มแข็งจากภายใน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

มานิตย์ สนับบุญ รายงาน / ณัฐนันท์ – ภาพ ประจำจังหวัดปราจีนบุรี