BANGKOK

กทม.ระวังป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แนะยึดหลัก'3ส.'ลดความเสี่ยงเกิดโรค



กรุงเทพฯ-นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา และการเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลสังกัด กทม. ว่า สนพ. ติดตามการรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาจากศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฝ้าระวังร่วมกับสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. วางระบบคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หากพบเชื้อต้องสงสัยจะนำส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการไปยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทันที เพื่อยืนยันผลเชื้อ ขณะเดียวกัน สนพ. ยังได้เตรียมพร้อมมาตรการเชิงรุกและความพร้อมของโรงพยาบาลในสังกัดทั้ง 12 แห่ง และระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (ศูนย์เอราวัณ) ให้เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจคัดกรอง หากพบผู้ป่วยมีอาการไข้เฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ ร่วมกับประวัติเสี่ยง จัดเตรียมความพร้อมของหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และอุปกรณ์ช่วยหายใจ เนื่องจากโรคนี้อาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS) ซึ่งมีอัตราป่วยตายสูง ซึ่งแม้ไวรัสฮันตาจะไม่แพร่กระจายจากคนสู่คนโดยง่าย แต่การจัดการสารคัดหลั่งของผู้ป่วยต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ สนพ. ได้รณรงค์เน้นย้ำสร้างความตระหนักรู้เพื่อให้ประชาชน “รู้ทัน ป้องกันได้” ตามแนวทางของ สธ. ได้แก่ ช่องทางการแพร่เชื้อและมาตรการป้องกันไวรัสฮันตาแพร่สู่คนผ่านการสูดดมละอองจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนู/สัตว์ฟันแทะ รวมถึงการถูกกัด หรือสัมผัสบาดแผล โดยยึดหลัก “3 ส.” คือ ส. สะอาด: รักษาความสะอาดบ้านเรือน ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู ส. สวมใส่: สวมถุงมือและหน้ากากอนามัยเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่อับชื้น หรือบริเวณที่มีมูลหนู ส. สังเกต: หมั่นตรวจสอบถังขยะและเศษอาหาร ต้องปิดฝาให้มิดชิดเสมอ สำหรับอาการที่ต้องเฝ้าระวัง เริ่มต้นจากไข้สูงหนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (โดยเฉพาะต้นขา สะโพก หลัง) และปวดศีรษะ อาการรุนแรง ไอ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย (เนื่องจากมีน้ำสะสมในปอด) หากมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที หากพบหนูตาย หรือต้องทำความสะอาดมูลหนู ห้ามใช้ไม้กวาดเพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำยาฟอกขาวก่อน แล้วจึงใช้กระดาษชำระเก็บทิ้ง   ในถุงพลาสติกปิดมิดชิด ทั้งนี้ หากประชาชนสงสัยในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine แอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว หรือโทรปรึกษาเรื่องสุขภาพ HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นางดวงพร  ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus infection) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากเชื้อไวรัสฮันตา ซึ่งพบในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู กทม. ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและภายหลังเกิดอุทกภัย ประกอบด้วย (1) มาตรการป้องกันโรคในกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ที่อาศัย หรือปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีหนู หรือสัตว์ฟันแทะชุกชุม เช่น พื้นที่น้ำท่วม ตลาดสด โรงเก็บสินค้า ท่อระบายน้ำ หรือพื้นที่รกร้าง ผู้ที่ทำความสะอาดบ้าน อาคาร หรือพื้นที่ปิดที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ ภาคเกษตรกรรม งานก่อสร้าง หรือการทำงานในพื้นที่เสี่ยงต่อการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคปอดเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กและประชาชนที่อาศัยในพื้นที่แออัด หรือพื้นที่ที่มีสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม ซึ่ง สนอ. ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้สามารถป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสมูล ปัสสาวะ หรือซากหนูโดยตรง (2) มาตรการคัดกรอง ตรวจวินิจฉัย และเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา สำหรับการคัดกรองผู้ป่วยระดับชุมชน ให้อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และเครือข่ายสุขภาพในชุมชน เฝ้าระวังประชาชนที่มีอาการไข้ ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ มูลหนู หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะหลังเกิดน้ำท่วม หรือเหตุการณ์ที่มีการเคลื่อนย้ายของสัตว์ฟันแทะ หากพบผู้ป่วยสงสัยให้รีบประสานส่งต่อสถานพยาบาลทันที พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนการคัดกรองผู้ป่วย สนอ. ได้เน้นย้ำให้ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ทั้ง 69 แห่ง เตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวัง คัดกรอง และซักประวัติผู้ป่วยที่มีอาการเข้าเกณฑ์สงสัยโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมระบบส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว กรณีพบผู้ป่วยสงสัย หรือมีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค สนอ. ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค (SRRT) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กองควบคุมโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การติดตามผู้สัมผัส และการควบคุมโรคในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สนอ. ยังได้ติดตาม ประเมิน และเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านระบบเฝ้าระวังโรคและระบบแจ้งเตือนเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แพลตฟอร์มเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (Digital Disease Surveillance: DDS) โปรแกรมเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ (M-EBS) และระบบสารสนเทศเครือข่ายศูนย์ระบาดวิทยากรุงเทพมหานคร (Epi Net) เพื่อประเมินความเสี่ยง แนวโน้มการระบาด และเตรียมความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขอย่างทันท่วงที ส่วนการเฝ้าระวังโรคติดต่อระหว่างประเทศ สนอ. ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินงานตามแนวทางกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) เพื่อเฝ้าระวัง คัดกรอง และติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านสถานการณ์โรคกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการนำเข้าและการแพร่กระจายของโรคในประเทศ