BUSINESS

เจาะลึก...‘ปราจีนบุรี’บทก้าวสำคัญสู่อีอีซี ยุทธศาสตร์โตกระโดดหรือกระทบชุมชน?



ท่ามกลางกระแสการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของจังหวัดปราจีนบุรี คือการก้าวสู่การเป็น “พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดที่ 4” อย่างเป็นทางการ หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติ “เห็นชอบในหลักการ” เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ทว่า ท่ามกลางความยินดีของกลุ่มทุน    ยุทธศาสตร์นี้กลับเปรียบเสมือนดาบสองคมที่จุดชนวนความหวั่นวิตกให้แก่ภาคประชาชนในพื้นที่อย่างหนักหน่วง   นำไปสู่การนัดรวมตัวครั้งสำคัญในวันที่ 26 – 27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ จ.ชลบุรี ของกลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดย EEC Watch, Land Watch Thai, EnLaw และกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง เพื่อเปิดเวที “เสียงประชาชนตะวันออก” ระดมความเห็นและยื่นข้อเสนอคัดค้านแผนการขยายพื้นที่ดังกล่าว

มานิตย์  สนับบุญ ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรีที่ติดตามสถานการณ์ EEC.การนำ จ.ปราจีนบุรีเข้าสู่จังหวัดที่ 4 อย่างต่อเนื่อง  ได้พลิกปูมตั้งปมสงสัยว่า ...    ทำไมต้อง ‘ปราจีนบุรี’? …

จังหวัดปราจีนบุรี เมืองสมุนไพรและแหล่งเกษตรกรรมเลื่องชื่อ ถูกวางตัวให้เดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง   โดยเริ่มเห็นไทม์ไลน์ชัดเจนตั้งแต่ปี 2567 เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์โลกในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการแพทย์ครบวงจร โดยมีชัยภูมิที่ได้เปรียบ 3 ประการ คือ

1. ทำเลทอง: เชื่อมต่อทั้งฉะเชิงเทราและนครราชสีมา เป็นประตูโลจิสติกส์สำคัญจากภาคตะวันออกสู่ภาคอีสาน
2. ฐานนิคมฯ แข็งแกร่ง: มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น นิคมฯ 304, นิคมฯ ไฮเทค กบินทร์บุรี และเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ซึ่งมีความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคอยู่แล้ว
3. ทรัพยากรเอื้ออำนวย: โครงข่ายสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการลงทุนอุตสาหกรรมสีเขียวมูลค่าสูง

ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากพื้นที่ -“ความเจริญที่แลกด้วยชีวิต”นี้ แม้ภาครัฐจะพยายามชี้แจงมาตรการจัดการปัญหา ทั้งเรื่องน้ำและการคุมผังเมืองผ่านแผนเร่งด่วน 1-2 ปี แต่ในมุมมองของภาคประชาชน สถานการณ์ปัจจุบันกลับวิกฤตเกินเยียวยา

นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง สะท้อนความกังวลว่า “ขนาดปัจจุบันยังไม่ได้เข้า EEC ปัญหาสิ่งแวดล้อม การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม   และน้ำเสียก็ล้นเมืองจนแม่น้ำปราจีนบุรีปนเปื้อนสารเคมีไปหมดแล้ว กฎหมาย EEC คือการยกเว้นข้อบังคับเพื่อเอื้อทุน   โดยเฉพาะกฎหมายผังเมืองที่จะทำให้โรงงานตั้งได้ง่ายขึ้น หากเอาอุตสาหกรรมชุดใหม่เข้ามาอีก คนปราจีนบุรีคงเหมือนตายผ่อนส่ง”

ด้าน นายสุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม” ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อ.กบินทร์บุรี และแกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง ย้ำว่า แม้กฎหมายจะเขียนเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติกลับมุ่งเน้นเพียงตัวเลขเศรษฐกิจ “หากไม่มีมาตรการจัดการที่ชัดเจน นี่คือการซ้ำเติมวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

การประชุม “เสียงประชาชนตะวันออก” ครั้งนี้    จึงมีเป้าหมายสำคัญ คือการเปิดตัวผลการศึกษาการจัดการปัญหาขยะอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี   ตอกย้ำความเปราะบางของพื้นที่ รวมถึงการถอดบทเรียนจากรายงานประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.EEC พ.ศ. 2561 ที่เครือข่ายมองว่ายังขาดกลไกถ่วงดุลอำนาจและการเยียวยาผลกระทบที่แท้จริง

โดยในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ตัวแทนภาคประชาชนจะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อยื่นข้อเสนอและกดดันให้มีการทบทวนแผนการขยายพื้นที่ดังกล่าว

บทสรุปของการเดินทางสู่การเป็น EEC จังหวัดที่ 4 ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP ของประเทศ แต่คือการพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการ “ตาชั่ง” ระหว่างความเติบโตทางเศรษฐกิจ กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน ให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่

มานิตย์ สนับบุญ รายงาน / ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี