IN NEWS

'ดร.เชน'สั่งลุย6มาตรการช่วยน้ำท่วมน่าน เตือนระดับน้ำจ่อล้นตลิ่งสั่งเสริมคัน60ซม.



น่าน-รองนายกฯ “ยศชนัน-สุริยะ” ร่วม “รมช.มหาดไทย” ลงพื้นที่สถานี N.1 สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เตือนระดับน้ำจ่อล้นตลิ่งเสริมคัน 60 ซม. พร้อมสั่งบัญชาการเหตุการณ์ตลอดคืนและประกาศปักหลักบัญชาการน้ำท่วมน่านตลอดคืน สั่งลุย 6 มาตรการ สั่งอพยพพื้นที่เสี่ยงด่วน พร้อมตั้งโรงครัว-เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูพื้นที่ 24 ชม. ขณะที่นายกฯ ห่วงน้ำท่วมน่าน ประกาศเขตภัยพิบัตแล้ว สั่งการทุกภาคส่วนช่วยประชาชน ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน

 “ยศชนัน-สุริยะ” ร่วม “รมช.มหาดไทย” ลงพื้นที่สถานี N.1 

วันนี้ (19 ส.ค.69) สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังมีฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปัวที่มีปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงถึง 277.6 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำน่าน แม่น้ำปัว แม่น้ำย่าง และแม่น้ำขว้าง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันพบพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ปัว อ.ภูเพียง อ.สันติสุข และ อ.ท่าวังผา โดยมีระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.50–1.20 เมตร

ต่อมาในเวลาประมาณ 20.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมายังสถานีวัดน้ำ N.1 (สะพานพัฒนาภาคเหนือ) อ.เมือง จ.น่าน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน และคณะผู้บริหารกรมชลประทาน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รวมถึงนายทรงยศ รามสูต อดีตผู้สมัคร สส. ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์

จากนั้น นายสุริยะ ในฐานะ รมว.เกษตรฯ สั่งการและกำชับให้กรมชลประทานรวมถึงโครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งนำเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำเข้าประจำพื้นที่เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ โดยล่าสุดได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่ อ.เมืองน่าน และขนาด 8 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ในพื้นที่ อ.เวียงสา เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์แม่น้ำน่านล่าสุด ณ สถานี N.1 ตรวจวัดระดับน้ำอยู่ที่ 7.62 ม.รสม. ซึ่งต่ำกว่าระดับตลิ่งเสริมคัน 0.88 เมตร แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งบริเวณฝั่ง อ.ภูเพียง และ อ.เมือง ในช่วงเวลา 19.00 - 21.00 น. และคาดการณ์ว่ามวลน้ำจะล้นข้ามตลิ่งเสริมคันฝั่ง อ.เมือง สูงถึง 0.60 เมตร (60 เซนติเมตร) ในช่วงเวลา 02.00 - 04.00 น. ของวันที่ 20 ส.ค.

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบจุดเดียว (Single Command) โดยคณะรัฐมนตรีและทุกหน่วยงานจะปักหลักเฝ้าระวังและบัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานทางจังหวัดเร่งระดมกำลังพลเสริมการปฏิบัติงานหน้างาน ทั้งนี้ ในระหว่างที่รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอยู่นั้น ได้มีการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำด้วย

รองนายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำว่า “ชีวิตของประชาชนสำคัญที่สุด” ขอให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพไปยังจุดปลอดภัยเป็นลำดับแรก รวมถึงยกสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร เพื่อลดความเสียหายจากมวลน้ำที่จะเอ่อล้นเข้ามาในคืนนี้ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ ปภ. ร่วมกับ อบจ.น่าน เตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อเข้าสู่ระยะการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่และบ้านเรือนประชาชนทันทีที่สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย

ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์ ณ สถานีวัดน้ำ N.1 ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดน่าน เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, นายอำเภอทุกอำเภอ, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, กอ.รมน., มณฑลทหารบกที่ 38, หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง นายนาคร ศิลาชัย (เปิ้ล นาคร) ในฐานะอาสาสมัครที่มาร่วมลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน ในครั้งนี้ด้วย

ประกาศ6มาตรการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดน่าน

มื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เดินทางถึงจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มจังหวัดน่าน ร่วมกับนายเจเศรษฐ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เพื่อบัญชาการและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดน่าน และใกล้เคียง

โดยเมื่อ ศ.ดร.ยศชนัน เดินทางมาถึง ได้รับฟังรายงานสถานการณ์ล่าสุดจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และหน่วยราชการในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้าลงพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้สั่งการด่วนในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พะเยา และลำพูน เพื่อรับมือสภาวะน้ำท่วมฉับพลันอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนด 8 มาตรการปฏิบัติการจริงที่ครอบคลุมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างแม่นยำผ่านระบบ Cell Broadcast, การสแตนด์บายกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อพร้อมอพยพและส่งเสบียงทันที, การตั้งศูนย์บัญชาการและศูนย์พักพิงที่เน้นเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ไปจนถึงร่วมกับหน่วยงานกระทรวง อว. ในพื้นที่ เพื่อช่วยขนย้าย ทำความสะอาด และเร่งทำบัญชีจ่ายเงินเยียวยาทันทีหลังน้ำลด เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานได้จริง สอดประสานกัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้รวดเร็วที่สุด

จากนั้น ได้ลงพื้นที่ อ.ปัว ทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยหนักที่สุดอีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน โดยลงพื้นที่ใน อ.ปัว ทั้งหมด 3 จุด จุดแรกคือบริเวณหน้าปั๊ม ปตท. อ.ปัว ซึ่งเป็นจุดที่ถนนขาดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก จุดที่สอง คือพื้นที่ศูนย์อพยพ วัดปรางค์ อ.ปัว ซึ่งมีประชาชนผู้ประสบภัยอพยพพักพิงและรอการช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ และอาสาสมัครจิตอาสาจากหน่วยงานต่างๆ

โดยระหว่างลงพื้นที่จุดที่สองนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินพบปะเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้นำรถบรรทุกน้ำมาฉีดล้างทำความสะอาดไล่ดินโคลนที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือน และให้เตรียมแผนซ่อมแซมฟื้นฟูทันทีหลังสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลอดจนได้มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชุมชนปรางค์ นอกจากนี้ ยังได้แสดงความห่วงใยและให้ประชาชนเฝ้าระวังและรอฟังการแจ้งเตือนเรื่องระดับน้ำอย่างใกล้ชิด และย้ำอีกว่าหากคืนนี้มีฝนตกเพิ่มเติม ขอให้รีบอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ต่อมาได้เดินทางไปยังจุดที่สาม ณ ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า ที่ว่าการอำเภอปัว เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า - ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนสถานการณ์รุนแรง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีเวลาเตรียมตัวและอพยพได้อย่างทันท่วงที

2. เร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน - เน้นย้ำเป้าหมายสูงสุดคือ “การรักษาชีวิตของทุกคน“ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน พร้อมทั้งเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วที่สุด

3. จัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ประสบภัย - สั่งการให้ตั้งโรงครัวตามจุดพักพิงต่างๆ ทั่วพื้นที่ประสบภัย โดย กองทัพบก (ทบ.) ตั้งโรงครัวพระราชทาน เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ชุด องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน (อบจ.น่าน) เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

4. เฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง - สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและเฝ้าระวังระดับน้ำในจุดสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากระดับน้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น

5. เยียวยาผู้ประสบภัย - สั่งการให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประสบภัยและครอบครัวผู้เสียชีวิต

6. เตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย - สั่งการให้เตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุกน้ำ รถตัก เพื่อฉีดล้างทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเครื่องจักรกลหนักสำหรับเคลียร์เส้นทางที่ถูกปิดกั้นจากดินโคลนและเศษซาก เพื่อเปิดเส้นทางสัญจรและพร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในกรณีจำเป็นอื่นๆ

โดยสถานการณ์น้ำในคืนนี้ มีจุดที่น่าเป็นห่วงคือ อ.ท่าวังผา และ อ.ภูเพียง โดยให้มีการแจ้งเตือน และอพยพคนออกจากพื้นที่ โดยรองนายกฯ จะอยู่บัญชาการตลอดคืน ส่วนทางอำเภอเมือง สั่งการให้มีการนำกระสอบทรายปิดจุดที่เป็นช่องว่าง และในส่วนที่เป็นจุดเปราะบางเช่นโรงพยาบาล ได้มีการเสริมการป้องกัน และเตรียมเครื่องปั่นไฟให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงพยาบาลได้อย่างน้อย 3 วัน

ช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงประสบภัยในพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังสถานการณ์และภัยที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เตรียมแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเร่งด่วนทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ทั้งนี้ คณะของรองนายกฯ ยศชนัน จะพักค้างคืนที่จังหวัดน่าน เพื่อบัญชาการและคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

นายกฯ ห่วงน้ำท่วมน่าน ประกาศเขตภัยพิบัตแล้ว

ก่อนหน้านี้เวลา 12.55 น.  ณ กรุงแคนเบอร์รา  ออสเตรเลีย  นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ แต่นายกรัฐมนตรียังคงติดตามสถานการณ์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่าน ที่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว สั่งการทุกภาคส่วน รวมทัพกองทัพ เข้าไปดูแล ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเส้นทางที่ถูกตัดขาด พร้อมให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ในฐานะกำกับดูแลเขตภาคเหนือเร่งดูแล นายกรัฐมนตรียังได้โทรศัพท์ด่วน กับรองผู้ว่าราชการ จ.น่าน เข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านการอพยพและการจัดหาอาหารกล่องปรุงสุกต้องพอเพียง

นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า ขณะนี้ ตนปฏิบัติภารกิจอยู่ออสเตรเลีย ก็ขอส่งกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยทุกคน ด้วย  จากการที่มีฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 18 - 21 ส.ค. 69 ขอให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง

นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ย้ำให้ความสำคัญต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งเร่งสำรวจพื้นที่และเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ไม่ให้มีเส้นทางในชุมชนใดถูกตัดขาด พร้อมกำชับให้ติดตามปริมาณฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าและเตรียมรับสถานการณ์หากมีมวลน้ำเพิ่มขึ้น

“แม้นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างภารกิจที่ออสเตรเลีย แต่ติดตามสถานการณ์ที่น่านและพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้าถึงประชาชนให้เร็วที่สุด หากพื้นที่ต้องการกำลังหรือทรัพยากรเพิ่มเติม ให้ส่วนกลางสนับสนุนทันที พร้อมทั้งสั่งการให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งให้เร่งระบายน้ำออกเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด” นางสาวรัชดา ย้ำ