THAILAND

ม๊อบไม่เอาอีอีซีปักหลักหน้าศาลากลางฯ วันที่3รอคำตอบนายกฯอนุทินเท่านั้น



ปราจีนบุรี-ชาวปราจีนฯปักหลักชุมนุมหน้าศาลากลางฯเป็นที่3ต่อเป็นวันทั่3  รอคำตอบจาก "นายอนุทินนายกรัฐรัฐมนตรี"เท่านั้น ยกเลิกไม่เอาปราจีนบุรีสู่การเป็นEECขณะรมว.สุชาติโพสต์ย้ำอีกรอบไม่เอาEEC

เมื่อเวลาประมาณ18.50น.วันที่19สิงหาคม2569ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็งได้แถลงการณ์ระบุว่า... แถลงการณ์เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง  ตามที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งได้ประกาศชุมนุมคัดค้านการขยายอีอีซีมายัง จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยมีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ลงนามคำสั่งยกเลิกการขยายพื้นที่อีอีซีมายังจังหวัดปราจีนบุรีนั้น

เมื่อวาน ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งขยะกากอุตสาหกรรม และ ปัญหา อีอีซี โดยมีนายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรีเขต 1 ตามที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ แล้วนั้น

โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ว่าตนลงมาในฐานะผู้แทนรัฐบาลที่ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเรียกร้องของ “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” และประชาชนในพื้นที่ กรณีความกังวลเกี่ยวกับการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น แจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกแล้ว ซึ่งในประเด็นดังกล่าว ทางกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ขอยืนยันเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษร จากรัฐบาล
รวมไปถึงนายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรีเขต 1 ได้แจ้งทางเฟสบุคส่วนตัวระบุว่า “ตนนำเรียนท่านนายกและท่านนายกได้ให้ท่านรมต. สุชาติ​ ชม​กลิ่นลงพื้นที่เพื่อให้คำตอบ เรื่อง ​EEC​ ท่านนายกท่านก็ไม่ได้ขับเคลื่อน​ต่อ​ ​ ในเมื่อเรื่องยังไม่ได้เข้าครม.​แล้วนายกจะไปเซ็นต์​ยกเลิกอะไร”​ ซึ่งในประเด็นดังกล่าว ทางกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ขอชี้แจงไปยัง นายอำนาจ วิลาวัลย์ ว่าการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี นั้นได้ผ่านการพิจารณาของบอร์ด EEC ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานกรรรมการ สถานะปัจจุบัน บอร์ด EEC มีมติเห็นชอบในหลักการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมและนำกลับเข้าสู่การประชุมบอร์ดเพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ก่อนนำเข้าสู่ ครม. ซึ่งทางเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เห็นว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีซึ่งนั่งเป็นประธาน สามารถมีมติและลงนามยกเลิกการขยายพื้นที่ EEC มาปราจีนบุรีได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าสู่ ครม.
 
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งขอประกาศยืนหยัดชุมนุมต่อไปจนกว่าเราจะได้รับเอกสารการลงนาม “หยุดขยายพื้นที่อีอีซีมายัง จ.ปราจีนบุรี” จากนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ...

เพจ/เฟชบุ๊คนายสุชาติ  ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผยแพร่ภาพ-ข้อมูลการลงพื้นที่จ.ปราจีนบุรีพร้อม  ระบุ... ปราจีนบุรีไม่อยู่ใน EEC รัฐบาลรับฟังเสียงประชาชน เดินหน้าพัฒนาสมดุลเศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม–คุณภาพชีวิต...... “ปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ใน EEC” และปัจจุบันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงมีเพียง 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เท่านั้น ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า จังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ในแผนพื้นที่ EEC และรัฐบาลจะพิจารณาการพัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลทางวิชาการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ"

“รัฐบาลรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การพัฒนาประเทศต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว สำหรับ EEC วันนี้มีเพียง 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ส่วนปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ใน EEC ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในเรื่องนี้” 

การพัฒนาพื้นที่ใด ๆ รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่ ผลกระทบสะสม ความเหมาะสมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความต้องการของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กัน โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีทั้งพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ พื้นที่ป่า และชุมชน จึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การลักลอบทิ้งกากของเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศ และปัญหาคุณภาพน้ำในคลองสาธารณะ พร้อมบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน

กรณีการลักลอบทิ้งกากของเสียในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอกบินทร์บุรี ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนและพื้นที่เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อบ่งชี้การปนเปื้อนและกำหนดแนวทางจัดการ โดยกรมควบคุมมลพิษได้ประสานข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการดำเนินคดี ขณะที่หน่วยงานป่าไม้และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ร้องทุกข์กล่าวโทษหรือลงบันทึกประจำวันในพื้นที่ที่พบการลักลอบทิ้งแล้ว ส่วนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีอยู่ระหว่างติดตามผู้กระทำผิด หากผลตรวจพบว่าเป็นของเสียเคมีวัตถุ จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายต่อไป

ส่วนปัญหามลพิษทางอากาศ กรณีกลิ่นเหม็นและเขม่าควันจากโรงหลอมในอำเภอศรีมหาโพธิ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้เข้าตรวจสอบและมีคำสั่งตามกฎหมายโรงงานแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอผลตรวจวิเคราะห์เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมในอำเภอกบินทร์บุรี อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับปัญหาคุณภาพน้ำในคลองบุญเลิศ อำเภอกบินทร์บุรี หลังประชาชนแจ้งพบน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่น และพบปลาตายบางส่วน หน่วยงานในพื้นที่ได้ลงตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นพบว่าน้ำมีสีดำ มีฟอง และมีค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) 1.6 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุหรือยืนยันแหล่งกำเนิดมลพิษได้ ต้องรอผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและสิ่งแวดล้อมจากห้องปฏิบัติการ

นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) จะประสานจังหวัดสระแก้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด เก็บตัวอย่างเพิ่มเติม วิเคราะห์คุณภาพน้ำ และติดตามแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อใช้เป็นข้อมูลทางวิชาการในการกำหนดมาตรการแก้ไข ฟื้นฟู และป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศ

“รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมั่นใจว่า ปราจีนบุรีจะต้องพัฒนาไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทุกการดำเนินการต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่สำคัญวันนี้ต้องย้ำให้ชัดว่า ปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ใน EEC มีเพียงชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา 3 จังหวัดเท่านั้น” 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่อย่างจริงจัง ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การพัฒนาและการลงทุนจะต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โดยเป้าหมายคือ “เศรษฐกิจเดินหน้า สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแล และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”

มานิตย์  สนับบุญ-ข่าว/ขวัญ-ภาพ/ปราจีนบุรี