IN NEWS
สรุปผลประชุมครม.วันนี้ชู9ประเด็นน่าสนใจ ‘สธ.กู้เงินADB-แก้ระบบชลฯ8จว.
กรุงเทพฯ-สรุปผลการประชุมครม.วันนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ครม.เห็นชอบดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4/ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. ..../ครม.อนุมัติกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชียสำหรับโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข)/ครม.เห็นชอบการเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ของประเทศไทย/ครม.เห็นชอบการเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ของประเทศไทย/ครม. เห็นชอบปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก 8 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา/ครม. เห็นชอบปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก 8 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา/ครม. ไฟเขียวไทยร่วมรับรองร่างแถลงการณ์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ผนึกความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพแรงงานไทย เท่าทันตลาดแรงงานยุคใหม่/ครม. รับทราบผลการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา ไทยชูแนวทางปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพการเรียนสู่สากล
วันนี้ (15 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) ในวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท
โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแกนดินเหนียวที่ก่อสร้างบนลำน้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นเขื่อนอเนกประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเพาะปลูก การบรรเทาอุทกภัยและการผลิตไฟฟ้า โดยเขื่อนสิริกิติ์มีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 4 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 125 เมกะวัตต์ กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า ได้เฉลี่ยปีละ 1,018.12 ล้านหน่วย ซึ่ง ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 มีอายุการใช้งาน ประมาณ 31 ปี (ณ ปี 2569) ซึ่งถือว่าใกล้จะหมดอายุการใช้งาน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) โดยมีวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท ซึ่งจากการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าดังกล่าวพบว่า การยึดอายุโรงไฟฟ้าโดยการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในส่วนของอุปกรณ์เครื่องกล (เช่น กังหันน้ำ เครื่องควบคุมความเร็วรอบ และวาล์วน้ำเข้า) และอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบควบคุม (เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า และหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังหลัก) อย่างเหมาะสมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และช่วยยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไปไม่น้อยกว่า30 ปี รวมถึง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นจาก 242.42 ล้านหน่วย/ปี เป็น 251.28 ล้านหน่วย/ปี
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่าย 2,088.56 ล้านบาท กฟผ. จะพิจารณาแหล่งเงินทุนจากแหล่งในประเทศ ด้วยการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน การออกพันธบัตรลงทุนในประเทศและเงินรายได้ของ กฟผ. เป็นหลัก
ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. ....
วันนี้ (15 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย
2. ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยัง สพฉ. ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ. ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
3. สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ
(2) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล
(3) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
4. สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้
5. ให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย
6. ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ
1) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม
2) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.
3) กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด
7. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเอง ในกรณีดังต่อไปนี้
1) กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย
2) กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
8. ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย
9.หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป
10. ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))] และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.
11. การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 2 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ....
ครม.อนุมัติกู้เงิน6.87พันล้านจากADB เพื่อโครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้
1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) สำหรับโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม [โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)] (โครงการฯ) กรอบวงเงิน 211,909,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,873.53 ล้านบาท
2. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ (สัญญาเงินกู้ฯ) และเห็นชอบในการใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดใน Asian Development Bank Ordinary Operations Loan Regulations ลงวันที่ 1 มกราคม 2565 ของ ADB
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย (Lega Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้ของโครงการฯ ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว
5. มอบหมายให้ สธ.ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือการปฏิบัติงาน ร่างสัญญาเงินกู้ กฎเกณฑ์ และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ ADB และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้อง ตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ขอให้ สธ. บริหารสัญญาและกำกับดูแลผู้รับจ้างให้ดำเนินโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ตามระยะเวลาที่กำหนด
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (22 กรกฎาคม 2568) ที่อนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดำเนินโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม [โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สป.สธ. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)] (โครงการฯ) ของโรงพยาบาล
5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 9,044.91 ล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2569 - 2573 ต่อมากระทรวงการคลัง (กค.) โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)
ครม.เห็นชอบการเข้าร่วมเป็นสมาชิกAPRSOของประเทศไทย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ของประเทศไทย
2. อนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. ลงนามในตำแหน่งผู้รับรอง (Confirmed) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงนามในตำแหน่งหน่วยงานหลักด้านความปลอดภัยทางถนน (Lead Agency for Road Safety) และผู้อำนวยการ กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค สธ. ลงนามในตำแหน่งผู้ประสานงานหลัก (Focal Person to APRSO) ในแบบฟอร์มความตกลงที่จะเข้าเป็นสมาชิก (Agreement to be a Member of APRSO)
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม The Global Regional Road Safety Observatory (GRRSO) เมื่อวันที่ 11 - 12 ตุลาคม 2565 และถูกเชิญให้เข้าร่วม เป็นสมาชิกของ Asia-Pacific Road Safety bservatory (APRSO) ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มองค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น Asian Development Bank (ADB), International Transport Forumn และ World Health Organization และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ADB และรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อจัดทำข้อมูลความปลอดภัยทางถนน และแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนน รวมทั้งสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก
ครม. เห็นชอบปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน "โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง" กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน
สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการ มีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน
โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ครม. ไฟเขียวไทยร่วมรับรองร่างแถลงการณ์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 และร่างภาคผนวกว่าด้วยข้อริเริ่มการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ในการประชุมที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “การยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันสมัย เพื่อประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น” โดยเน้นย้ำความร่วมมือใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ใช้ประโยชน์จาก AI เพิ่มโอกาสทางอาชีพ สนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานและการฝึกอบรม
2. การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะดิจิทัล เสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อรองรับการเกิดของอาชีพใหม่ ๆ และ 3. การพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data, AI และ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการประกันสังคมให้ยืดหยุ่น ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุม
ครม. รับทราบผลการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปว่า ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม. รับทราบรายงานผลการเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา บวก 4 (Transforming Education Summit +4: TES+4) และการประชุมหารือที่เกี่ยวข้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 7-12 กรกฎาคม 2569
โดยในการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว ไทยได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย ภายใต้หลักการไม่ทิ้งผู้เรียนคนใดไว้ข้างหลัง ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 ประเด็นสำคัญคือ การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เข้าถึงผู้เรียนกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด , ชูนโยบาย Thailand Zero Dropout และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) , การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเท่าเทียม และและการนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการศึกษา เพื่อลดภาระครู และยกระดับคุณภาพการเรียน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ในการหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ไทยได้ประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก "2027 Global Education Meeting (GEM)" ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2570 ณ กรุงเทพมหานคร และยังได้หารือร่วมกับยูเนสโก เพื่อเร่งจัดทำกรอบสมรรถนะ AI สำหรับครูและผู้เรียนไทย รวมทั้งผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AIGPC) ของไทย
นอกจากนี้ ยังมีการหารือร่วมกับ OECD ในการเข้าเป็นสมาชิก และเตรียมประเมินผลโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA และ โครงการประเมินผลและสำรวจการจัดการเรียนรู้ของครูระดับนานาชาติ หรือ TALIS เพื่อยกระดับทักษะการศึกษาไทย
