IN NEWS
นายกฯสั่ง5เรื่อง-เฝ้าระวังน้ำท่วมภาคใต้ ยันอุทกภัยใกล้ปกติ/เงินเยียวยากว่าพันล.
กรุงเทพฯ-นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมภาคใต้ เตรียมเครื่องจักร-สำรองอาหาร เร่งจ่ายเยียวยารายวัน หลังอุทกภัยภาพรวมคลี่คลาย และได้สั่งการ5เรื่องสำคัญพร้อมย้ำเร่งแก้น้ำท่วมขัง สั่งจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนทุกวันไม่มีวันหยุด พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ-แจ้งเตือนประชาชนทั่วถึง นอกจากนี้ยังให้สัมภาษณ์สื่อถึงสถานการณ์อุทกภัยภาพรวมใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมติดตามสถานการณ์ภาคใต้อย่างใกล้ชิด คาดดำเนินการคลองระบายน้ำ ร.1 ได้ทันก่อนช่วงน้ำหลาก
นายกฯสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมภาคใคร ทุกหน่วยพร้อม

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 07.50 น. ณ ห้องบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แม้ช่วงที่ผ่านมามีฝนตกหนักในหลายจังหวัด แต่ด้วยการเตรียมความพร้อมและการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย กระทรวงมหาดไทยได้โอนเงินเยียวยาแล้ว 5 รอบ จำนวน 135,782 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,069,898,000 บาท สะท้อนถึงความสามารถในการส่งมอบความช่วยเหลือได้ทันที พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดเร่งสำรวจและตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยให้ทยอยส่งข้อมูลและโอนเงินเป็นรายวัน ไม่จำเป็นต้องรอรวบรวมรายชื่อให้ครบทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม
นายกรัฐมนตรีชื่นชมผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมจากฝนตกหนักจนมีน้ำไหลหลากเข้าท่วมบางส่วนของอำเภอเมือง โดยเร่งระบายน้ำและควบคุมสถานการณ์จนกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แม้ไม่สามารถห้ามฝนได้ แต่สามารถบริหารจัดการทางเดินของน้ำได้ พร้อมเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และแผนอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดผลกระทบและความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยให้นำรูปแบบการทำงานดังกล่าวไปปรับใช้กับจังหวัดอื่น รวมถึงพื้นที่ภาคใต้
สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค บ้านเรือนประชาชน และเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือภายใต้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลจัดให้มีความคุ้มครองประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานสำนักงาน คปภ. กำหนดแนวทางและกระบวนการติดตามการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรในกรุงเทพมหานคร จึงขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนพิจารณาปรับรูปแบบการทำงานเป็น Work from Home ตามความเหมาะสม เพื่อลดปริมาณการเดินทางในช่วงการประชุม
สำหรับการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ภายหลังการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 12 วัน และสถานการณ์ในหลายจังหวัดเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ให้ทุกหน่วยงานยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมปฏิบัติงาน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในระยะต่อไป พร้อมพิจารณาปรับรูปแบบการประชุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำและการกักเก็บน้ำ รวมถึงผลักดันโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป พร้อมจัดทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งปรับการจัดสรรงบประมาณจากการเยียวยาความเสียหายไปสู่การลงทุนป้องกันอุทกภัยอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยการบูรณาการความร่วมมือและการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนและคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายรักษาความร่วมมือและนำประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต
สำหรับการประเมินของ บกปภ.ช. พบว่า สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันตก สูงสุดที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 236 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี รวมถึงน้ำท่วมเขตเมืองเพชรบุรี ซึ่งสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขณะที่กรุงเทพมหานครมีปริมาณฝนลดลงจนไม่มีฝนตก ส่วนระดับน้ำในลุ่มน้ำต่าง ๆ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 83 ของความจุรวม เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์มีน้ำใกล้เต็มความจุ ขณะที่เขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนหนองปลาไหลมีน้ำเต็มความจุแล้ว สำหรับสถานการณ์น้ำทะเล ขณะนี้ไม่มีภาวะน้ำทะเลหนุนสูง จึงสามารถระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะมีน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งในวันที่ 27 - 31 ตุลาคม 2569 ส่วนการพยากรณ์อากาศในวันนี้ คาดว่าจะมีฝนตกเฉพาะภาคใต้ ขณะที่ประเทศไทยตอนบนไม่มีฝน โดยระยะต่อไปจะเน้นเฝ้าระวังพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงจังหวัดนราธิวาสอย่างใกล้ชิด
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างรอบด้าน ทั้งการจัดเตรียมทรัพยากร เครื่องมือ เครื่องจักร และระบบสำรองอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอ แม้เส้นทางคมนาคมหรือร้านค้าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมประสานหน่วยงานด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ตลาด แหล่งผลิตอาหาร และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้เร่งประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้สามารถนำเงินทดรองราชการมาใช้ช่วยเหลือประชาชนและจัดตั้งศูนย์พักพิงได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนจัดเตรียมเครือข่ายภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งรถขุด รถบรรทุก เรือ เจ็ตสกี และเครื่องจักรกลต่าง ๆ ให้พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานทันทีเมื่อเกิดเหตุ โดยเน้นการตัดสินใจและระดมทรัพยากรอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และลดความเสียหายที่อาจนำไปสู่ภาระงบประมาณในการเยียวยาภายหลัง
นายกฯสั่งการ5เรื่องสำคัญพร้อมย้ำเร่งแก้น้ำท่วมขัง

ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการสำคัญ 4 ประการ ดังนี้
1. เร่งแก้ไขพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยให้ปรับแผนการดำเนินงานให้เหมาะสม พร้อมกำหนดกรอบเวลาการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
2. เร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนทุกวัน ไม่มีวันหยุด สั่งการให้จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบคำขอรับเงินเยียวยาที่ยังค้างอยู่ พร้อมเร่งดำเนินการตามขั้นตอนให้รวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์โดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด
3. สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนให้รวดเร็วและเข้าใจง่าย กำชับให้ทุกหน่วยงานสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงกัน และทันต่อสถานการณ์ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและแจ้งเตือนผ่านทุกช่องทาง รวมถึงใช้กลไกผู้นำชุมชน หอกระจายข่าว และวิทยุสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที
4. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมขัง เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งในท่อระบายน้ำ คลอง และลำน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และลดปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตกหนัก
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เร่งแก้ไขปัญหาและให้การดูแลและช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว
นายกฯสัมภาษณ์สื่อชี้คาดดำเนินการคลองระบายน้ำร.1 ได้ทันก่อนช่วงน้ำหลาก

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยว่า ในช่วงนี้ไม่ได้มีการประชุม บกปภ.ช. เนื่องจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยโดยรวมใกล้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เหลือเพียงไม่กี่จุดที่ยังประสบปัญหาจากสภาพภูมิประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้กำกับดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบดูแลพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด ณ จังหวัดปัตตานี โดยทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าทั้งแผนเผชิญเหตุและดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นเพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า พื้นที่ที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาสที่ประสบปัญหาน้ำหลาก รวมถึงจังหวัดสงขลา พัทลุง สตูล และตรัง ซึ่งประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ซึ่งมีการยกระดับมาตรการป้องกันอุทกภัยในหลายด้าน ทั้งการขุดลอกคูคลอง การเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ และการปรับปรุงเส้นทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลจากคลองระบายน้ำต่าง ๆ ลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้มากขึ้น
สำหรับการปรับปรุงระบบระบายน้ำ โดยเฉพาะคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบกลางเพื่อดำเนินการเร่งด่วน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานแล้ว พบว่ามีความคืบหน้าเป็นไปด้วยดี และคาดว่าจะดำเนินการได้ทันก่อนช่วงน้ำหลาก ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเตรียมรับมือสถานการณ์โดยกรมชลประทานได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
