IN NEWS
ศูนย์ข้อมูลน้ำท่วมชี้หลายพื้นที่คลี่คลาย เฝ้าระวัง! 14จว.ภาคใต้ปลายสัปดาห์นี้
กรุงเทพฯ-ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม ออกแถลงข่าวประจำ 12 ตุลาคม 2569 ขณะนี้กทม.เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก ฟื้นฟูชุมชนร่มเกล้า เก็บขยะแล้วกว่า 5,000 ตัน ผู้ประสบภัยลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 83,268 ราย ส่วนสถานการณ์น้ำล่าสุด หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย หลังลดการระบายน้ำเจ้าพระยา เตือนภาคใต้-เพชรบุรีเฝ้าระวังฝนตกหนักช่วงปลายสัปดาห์และรัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย โอนสำเร็จแล้วกว่า 1.1 แสนครัวเรือน พร้อมสินเชื่อฟื้นฟูอาชีพรายย่อย วงเงินสูงสุด 3 แสนบาท ดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก และล่าสุดล่าสุดอุทกภัยที่เพชรบุรี รัฐฯเร่งบริหารจัดการน้ำ“นภินทร” ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ เขื่อนแก่งกระจานลดระบายน้ำเหลือ 70 ลบ.ม./วินาที ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ กำชับเฝ้าระวัง–แจ้งเตือนประชาชนอย่างใกล้ชิด
กทม.เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกฟื้นฟูชุมชนร่มเกล้าเก็บขยะแล้วกว่า5,000 ตัน

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรมระบบระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
นางสาวลลิดากล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครยังมีถนนที่มีน้ำท่วมขัง 1 จุด บริเวณใต้สะพานคลอง 3 วา ระดับน้ำประมาณ 10–15 เซนติเมตร จึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจร โดยคาดว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ภายในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครเร่งจัดการขยะหลังน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในบางหมู่บ้านในพื้นที่เขตลาดกระบังและหนองจอก
ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครประกาศปรับลดพื้นที่ประสบภัยในกรุงเทพมหานครเหลือ 8 เขต เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ได้แก่ เขตคลองสามวา เขตบึงกุ่ม เขตประเวศ เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตสะพานสูง เขตสายไหม และเขตหนองจอก
สำหรับสถานการณ์น้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง หากระดับน้ำในคลองสายหลักด้านตะวันออกลดลงสู่ระดับปกติและยังมีศักยภาพรองรับน้ำเพิ่มเติม จะเปิดรับน้ำจากพื้นที่ภายนอกเพื่อช่วยระบายน้ำผ่านระบบคลองของกรุงเทพมหานคร
ด้านการฟื้นฟูพื้นที่เขตลาดกระบัง โดยเฉพาะชุมชนร่มเกล้า กรุงเทพมหานครระดมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน พร้อมเครื่องจักรและรถขนขยะ เร่งจัดเก็บขยะหลังน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจัดเก็บได้แล้วกว่า 5,000 ตัน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ขณะที่ข้อมูลปริมาณขยะชิ้นใหญ่สะสมที่จัดเก็บในพื้นที่ประสบอุทกภัยตั้งแต่เริ่มดำเนินการอยู่ที่มากกว่า 1,000 ตัน และมีปริมาณขยะที่จัดเก็บได้เฉลี่ยวันละประมาณ 800 ตัน
ส่วนการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ของกรุงเทพมหานคร ข้อมูล ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 83,268 ราย โดยพื้นที่ที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตบางกะปิ และเขตสายไหม ขณะที่สิทธิที่ประชาชนยื่นขอรับความช่วยเหลือ 3 อันดับแรก ได้แก่ ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าเครื่องมือทุนประกอบอาชีพ
อัปเดตสถานการณ์น้ำ หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย

นางสาวลลิดา เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณประตูระบายน้ำคลอง 12 ว่า รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ร่วมบริหารจัดการน้ำในทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์น้ำในสัปดาห์นี้ วันนี้ปริมาณการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลดลงจาก 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระราม 6 ปรับลดการระบายน้ำลงเช่นกัน ส่งผลให้ระดับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ประกอบกับในช่วงสัปดาห์นี้ไม่มีฝนตกเพิ่ม หรือมีฝนตกเพียงเล็กน้อย
สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี สถานการณ์น้ำท่วมเมื่อวานนี้เกิดจากน้ำหลากเป็นหลัก เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนส่วนใหญ่ตกบริเวณท้ายเขื่อน ส่วนจังหวัดกาญจนบุรีและลุ่มน้ำแม่กลองยังคงมีการระบายน้ำในปริมาณใกล้เคียงเดิม ทำให้บางจุดมีระดับน้ำล้นตลิ่ง ทั้งนี้ ปริมาณฝนในพื้นที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนภาคตะวันออก ปัจจุบันเหลือพื้นที่บริเวณบางปะกงเพียงจุดเดียวที่ระดับน้ำลดลงช้า เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน โดยกรมชลประทานและกองทัพเรือได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีแผนดำเนินโครงการระยะยาว ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย สำหรับภาคใต้ ขอให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวโน้มสภาพอากาศในสัปดาห์นี้ ช่วงวันที่ 12–13 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าจะมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ได้แก่ ภาคใต้และจังหวัดเพชรบุรี ส่วนช่วงวันที่ 14–15 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนตกหนักบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และภาคใต้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณฝนจะไม่มากเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ช่วงปลายสัปดาห์ วันที่ 16–18 ตุลาคม ฝนจะเคลื่อนลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยจังหวัดที่อาจมีฝนตกหนัก ได้แก่ กระบี่ พังงา ระนอง ตรัง รวมถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย โอนสำเร็จแล้วกว่า 1.1 แสนครัวเรือน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยระบุว่า ขณะนี้มีการโอนเงินเยียวยาสำเร็จแล้วกว่า 110,000 ครัวเรือน
ด้าน ดร. ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยดำเนินการควบคู่กันในหลายส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 จังหวัดที่ใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามระเบียบกระทรวงการคลังแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ลำปาง น่าน นครพนม แม่ฮ่องสอน นครนายก และนครสวรรค์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 55,826,710.70 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือด้านการดำรงชีพของประชาชน
ส่วนที่ 2 เป็นเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีสำหรับผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 หรือเงินเยียวยา 9,000 บาทและ 5,000 บาท ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ปภ. ได้รับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองแล้ว 163,980 ครัวเรือน โดยโอนเงินสำเร็จแล้ว 111,004 ครัวเรือน รวมเป็นเงินกว่า 917 ล้านบาท สำหรับการโอนเงินเยียวยาล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา พิจิตร และนครปฐม รวม 36,463 ครัวเรือน เป็นเงิน 282,219,000 บาท
สำหรับวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นการโอนครั้งที่ 5 มีแผนโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน 50,718 ครัวเรือน รวมเป็นเงินประมาณ 378 ล้านบาท ขณะที่ยังมีข้อมูลประมาณ 2,258 ครัวเรือนที่ไม่สามารถโอนเงินได้ เนื่องจากไม่พบการผูกบัญชีกับเลขประจำตัวประชาชน/promptpay หรือใช้ชื่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้วในการลงทะเบียน ทั้งนี้ ปภ. จะส่งข้อมูลกลับไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจสอบรายชื่อ ก่อนส่งกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยามีความคืบหน้าโดยเร็ว
สำหรับกรุงเทพมหานคร มีการส่งข้อมูลเพื่อขอรับเงินเยียวยาแล้ว 31,278 ครัวเรือน และโอนเงินสำเร็จแล้ว 30,492 ครัวเรือน คิดเป็นเงินกว่า 221.876 ล้านบาท โดยเขตที่มีการโอนเงินแล้ว ได้แก่ ห้วยขวาง ประเวศ บางเขน หนองจอก พญาไท วัฒนา บึงกุ่ม และสายไหม
ทั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานเริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด และสำนักงานเขต ตรวจสอบและคัดกรองข้อมูล ก่อนส่งให้ ปภ. ซึ่งจะส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินในเวลา 08.00 น. ของทุกวัน จากนั้นธนาคารจะตรวจสอบความถูกต้องและหลักเกณฑ์การรับสิทธิ ก่อนทยอยโอนเงินเข้าบัญชีประชาชน โดยการโอนเงินในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 จะเริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ในจังหวัดที่แจ้งไว้
ในตอนท้ายนางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 โดยไม่ต้องรอให้การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 เสร็จสิ้นก่อนจึงเริ่มให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูอาชีพสำหรับผู้ค้ารายย่อย วงเงินสูงสุด 300,000 บาทต่อราย เพื่อให้ประชาชนนำเงินไปซ่อมแซมอุปกรณ์ ซื้อสินค้าเข้าร้าน และใช้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับกลับมาประกอบอาชีพอีกครั้ง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ในช่วง 3 เดือนแรก
ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้ยังมีการประชุมสำคัญ ได้แก่ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 รวมถึงเทศกาลกินเจ ขอให้ประชาชนติดตามประกาศที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และเส้นทางที่ใช้ หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะเผยแพร่ผ่านเพจไทยคู่ฟ้า
ล่าสุดอุทกภัยที่เพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจานลดระบายน้ำเหลือ 70 ลบ.ม./วินาที

ล่าสุดนางสาวลลิดาเปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี หลังเกิดฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ โดยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการเขื่อน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเขื่อนแก่งกระจานได้ปรับลดอัตราการระบายน้ำจากเดิม 80–85 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือประมาณ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเปิดโอกาสให้พื้นที่ตอนล่างเร่งระบายน้ำฝนที่ตกสะสม ลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายนภินทรได้ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินปริมาณฝนและแนวโน้มสถานการณ์น้ำ พร้อมวางแนวทางบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมการระบายน้ำของเขื่อนเพชร อำเภอท่ายาง
สำหรับสถานการณ์น้ำในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี พบว่าปัญหาน้ำท่วมขังบางพื้นที่เกิดจากฝนตกหนักสะสม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี ณ วันที่ 11 ตุลาคม ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ และยังไม่ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจหลัก อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุดได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ สทนช. กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และจังหวัดเพชรบุรี บูรณาการข้อมูลปริมาณฝนและน้ำท่า เพื่อบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ และเขื่อนเพชรอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความสามารถในการระบายน้ำของพื้นที่ตอนล่าง พร้อมเร่งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทานยังมุ่งลดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะอำเภอท่ายางและอำเภอชะอำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรได้ตามแผน ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม พบว่าปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องถึงวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งอาจช่วยให้การระบายน้ำออกจากพื้นที่เป็นไปได้สะดวกขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่เศรษฐกิจของประชาชน โดยนายนภินทรได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมกันปฏิบัติงาน พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และประสานการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยให้ได้มากที่สุด
