IN NEWS
สรุปการประชุมครม.วันนี้กับ5วาระสำคัญ 'เคาะเวนคืนที่ดินสร้างรถไฟไทย-จีนเฟส2'
กรุงเทพฯ-ครม.เห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์/ครม.เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ครั้งที่ 3/ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) พ.ศ. ..../ครม.ช่วยนายจ้าง–ลูกจ้างฝ่าวิกฤต เลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ 3 เดือน เริ่ม 1 ม.ค. 2570 เปิดทางธุรกิจฟื้นตัว ควบคู่สร้างหลักประกันแรงงาน/ครม. ไฟเขียวผันน้ำ “ประแสร์–หนองค้อ–บางพระ” วางระบบส่งน้ำกว่า 75 กม. เติมน้ำต้นทุนชลบุรี 1.26 หมื่นล้านบาท รองรับการขยายตัวของ EEC

วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์โดยหากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของบันทึกความเข้าใจฯ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงวัฒนธรรมสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในบันทึกความเข้าใจฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ สาระสำคัญของเรื่อง มีดังนี้
1. กระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ (สถานะเดือนตุลาคม 2569) โดยเสนอให้พิจารณาปรับลดระดับการจัดทำร่างข้อตกลงฯ จากระดับรัฐบาลเป็นระดับกระทรวงเพื่อให้สอดคล้องกับขอบเขตของร่างบันทึกความเข้าใจฯ และหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายรวมทั้งขอให้ปรับแก้ถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
2. กระทรวงวัฒนธรรมได้ปรับแก้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและได้นำส่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ ผ่านช่องทางการทูตให้ฝ่ายอียิปต์พิจารณา โดยฝ่ายอียิปต์ ไม่ขัดข้องต่อการปรับลดระดับการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ จากระดับรัฐบาลเป็นระดับกระทรวง ฝ่ายไทยและฝ่ายอียิปต์จึงได้เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกันแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2569
3. สาระสำคัญครอบคลุมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยและอียิปต์ที่หลากหลาย อาทิ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนกำหนดแนวปฏิบัติและเงื่อนไขในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทยไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติ มีกรอบระยะเวลา 3 ปี และถือเป็นการต่อยอดจากความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา และวิทยาศาสตร์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ซึ่งลงนามเมื่อ ค.ศ. 1976 โดยมุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคีไทย - อียิปต์ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
4. กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย หากการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ สำเร็จลุล่วง จะส่งผลให้การบูรณาการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับฝ่ายอียิปต์มีการผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ครม.เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมงการคลังเอเปคประจำปี 2569
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยต่อว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ประจำปี 2569 โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติมปรับปรุงและแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการคลังดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองร่างแถลงการณ์ฯ โดยไม่มีการลงนามร่างแถลงการณ์ฯ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปค ประจำปี 2569 มีกำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 33ระหว่างวันที่ 20 - 21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยเอเปคเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 21 เขตเศรษฐกิจที่ยึดหลักของความสมัครใจและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยร่างแถลงการณ์ฯ ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราซ 2560 (รัฐธรรมนูญฯ) อย่างไรก็ดี ร่างแถลงการณ์ฯ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ฯ มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันนโยบายการคลังที่สนับสนุนภาคครัวเรือน การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล การขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับคนทุกกลุ่ม ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่
ครม.เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมไทยกับาหรับอียิปต์ ครั้งที่ 3
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกการหารือสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ครั้งที่ 3 (ร่างบันทึกการหารือฯ) และร่างแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ สำหรับปี 2570-2572 (ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดข้องต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. พิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
ทั้งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองบันทึกการหารือฯ และร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (อียิปต์) (คณะกรรมาธิการร่วมฯ) ครั้งที่ 3 โดยจะมีการร่วมรับรองบันทึกการหารือฯ และร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร
กต. จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับอียิปต์ ครั้งที่ 3 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศแห่งอียิปต์ ซึ่งที่ผ่านมา กต. ได้จัดการประชุมเตรียมการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยหน่วยงานได้ให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้อง และ กต. ได้ปรับเนื้อหาของร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการฯ ให้สอดคล้องแล้ว โดยร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้
1) ร่างบันทึกการหารือฯ มีสาระสำคัญเป็นการสรุปผลการติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์และแสดงเจตนารมณ์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี อาทิ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ด้านการศึกษา การพัฒนาและวิชาการ การส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่มไทย – แอฟริกา
2) ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดทิศทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยกับอียิปต์ ทั้งความร่วมมือด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้านการศึกษาการพัฒนาและวิชาการ และความร่วมมือด้านกงสุล
ครม.อนุมัติร่างฯพ.ร.ฏ.เวนคืน สร้างไฟความเร็วสูงโคราช-หนองคาย
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยต่ออีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้ คค. รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
รวมทั้งให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่ต้องดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ถือปฏิบัติตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเคร่งครัดต่อไป สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา มีดังนี้
1. เดิมโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) (โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ระยะที่ 2) มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางสายใหม่ (One Belt One Road : OBOR) และเป็นการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางรางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมายังประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 อนุมัติในหลักการโครงการดังกล่าว โดยให้ คค. (รฟท.) ดำเนินการในส่วนของการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สินและการก่อสร้างงานโยธาภายในกรอบวงเงิน ดังนี้
1.1 ค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน ประกอบด้วย ที่ดินประมาณ 1,345 ไร่ จำนวน 1,991 แปลง และสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,428 รายการ รวมค่าทดแทนในการเวนคืนเป็นเงินประมาณ 12,418.61 ล้านบาท
1.2 ค่างานก่อสร้างโยธา วงเงิน 237,454.86 ล้านบาท
1.3 ค่าควบคุมงานก่อสร้างโยธา วงเงิน 6,530.01 ล้านบาท
รวมวงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 256,403.48 ล้านบาท
2. การดำเนินการก่อสร้างตามโครงการฯ มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ DK.251+881.22 - DK.608+997.30 รวมระยะทางประมาณ 357.12 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพและการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านต่าง ๆ ของประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้รถและเวลาในการเดินทาง ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในดัชนีชี้วัดด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น รฟท.
มีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้การก่อสร้างโครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการที่กำหนดไว้และเพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่บางส่วน ดังต่อไปนี้
2.1 ในท้องที่ตำบลหนองไผ่ล้อม ตำบลหัวทะเล ตำบลจอหอ ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมืองนครราชสีมา ตำบลด่านคล้า ตำบลโนนสูง ตำบลมะค่า ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง ตำบลดอนใหญ่
ตำบลเมืองคง อำเภอคง ตำบลโนนทองหลาง ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ ตำบลบัวลาย ตำบลโนนจาน
อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา
2.2 ในท้องที่ตำบลหนองมะเขือ ตำบลโนนข่า ตำบลเก่างิ้ว ตำบลหนองแวงนางเบ้า
อำเภอพล ตำบลโนนศิลา ตำบลโนนแดง อำเภอโนนศิลา ตำบลในเมือง ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ ตำบลบ้านแฮด ตำบลโนนสนสมบูรณ์ อำเภอบ้านแฮด ตำบลท่าพระ ตำบลเมืองเก่า ตำบลในเมือง ตำบลศิลา ตำบลสำราญ
ตำบลโนนท่อน อำเภอเมืองขอนแก่น ตำบลม่วงหวาน ตำบลหนองกุง ตำบลวังชัย ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง ตำบลคำม่วง ตำบลเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
2.3 ในท้องที่ตำบลทมนางงาม ตำบลโคกกลาง ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด
ตำบลหนองหว้า ตำบลปะโค ตำบลห้วยเกิ้ง ตำบลตูมใต้ ตำบลพันดอน ตำบลผาสุก อำเภอกุมภวาปี ตำบลห้วยสามพาด อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ตำบลหนองไผ่ ตำบลหนองขอนกว้าง ตำบลโนนสูง ตำบลหมากแข้ง ตำบลหนองบัว ตำบลนากว้าง ตำบลกุดสระ ตำบลบ้านขาว ตำบลนาข่า อำเภอเมืองอุดรธานี ตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ
จังหวัดอุดรธานี
2.4 ในท้องที่ตำบลคอกช้าง ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร ตำบลค่ายบกหวาน ตำบลหนองกอมเกาะ ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
3. การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567
มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) และ รฟท. ได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับโครงการดังกล่าวตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นโดยรวมต่อโครงการประชาชน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว
4. สำนักงบประมาณ (สงป.) แจ้งว่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้ รฟท. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดย สงป. จะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับแล้วตามขั้นตอนต่อไป
5. คค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามโครงการฯ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตามข้อ 4.6 ประกอบด้วย ชื่อโครงการ รายละเอียดโครงการ แผนบริหารโครงการ ประมาณการรายจ่าย
แหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาการดำเนินการ และประโยชน์ที่จะได้รับ
6. คค. ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 [เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย] โดยกรมการปกครองได้ตรวจสอบแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว พบว่า สอดคล้องกับคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบล
ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยแนวเขตที่ดินที่ปรากฏในแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ตามข้อ 2.1 – 2.4
7. ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา
อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน มีกำหนดใช้บังคับ 5 ปี โดยให้เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
ครม. รับทราบหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับ เลื่อนจัดเก็บเงินสะสม–เงินสมทบจาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักการร่างกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้เลื่อนการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ออกไปอีก 3 เดือน เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ซึ่งบางแห่งต้องหยุดหรือลดการดำเนินกิจการ ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนมีรายได้ลดลงหรือขาดรายได้จากการหยุดงาน
นอกจากผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และกำลังซื้อของประชาชนที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง การเลื่อนจัดเก็บจึงเป็นการเปิดเวลาให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ตั้งหลักและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระบบการจัดเก็บเงินตามกฎหมาย โดยยังคงเป้าหมายการสร้างหลักประกันให้แรงงานในระยะยาว
สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรทราบ ดังนี้ 1. เลื่อนเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... กำหนดให้เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บออกไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีเวลาฟื้นฟูการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมด้านการเงินก่อนเริ่มจัดเก็บ
2. ปรับกรอบเวลานำส่งเงิน โดยคงอัตราเดิมในช่วงแรก ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ปรับช่วงเวลาการบังคับใช้อัตราเงินนำส่งให้สอดคล้องกับกำหนดเริ่มจัดเก็บใหม่ โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574 ลูกจ้างและนายจ้างนำส่งเงินในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป
การกำหนดอัตราในช่วงแรกที่ร้อยละ 0.25 มีเป้าหมายเพื่อทยอยเริ่มระบบการจัดเก็บ ไม่ให้ภาระของนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มขึ้นมากเกินไปในคราวเดียว โดยยังคงหลักการให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนตามที่กฎหมายกำหนด
3. ปรับวันเริ่มใช้หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ให้ตรงกับกำหนดจัดเก็บใหม่ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวันใช้บังคับของกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2567 ให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้หลักเกณฑ์การจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างสอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุน และไม่เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลดันเกษตรไทยสู่ยุค AI! ครม.รับทราบผลประชุมเอเปค เดินหน้าความมั่นคงทางอาหาร
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค (APEC Food Security Ministerial Meeting) ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยการประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร และการสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหาร เพื่อรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการผลิตอาหารในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีฉันทามติร่วมกันรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 และเอกสารหลักการเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารในภูมิภาคเอเปคผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหารให้มีความมั่นคง สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นเครื่องมือยกระดับภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้ข้อมูลและหลักวิทยาศาสตร์ประกอบการตัดสินใจ การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเกษตรกรและระบบอาหารในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหาร การส่งเสริมการค้าและการลงทุนในระบบเกษตรและอาหาร การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยสมัครใจ ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเอเปคสามารถพัฒนาระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ไฟเขียวผันน้ำ “ประแสร์–หนองค้อ–บางพระ” วางระบบส่งน้ำกว่า 75 กม. เติมน้ำต้นทุนชลบุรี 1.26 หมื่นล้าน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์–หนองค้อ–บางพระ วงเงินงบประมาณรวม 12,656 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2574 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญทั้งต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ มีทั้งชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำจึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ เตรียมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และสนับสนุนการเติบโตของ EEC อย่างต่อเนื่อง
เปิดเส้นทางผันน้ำกว่า 75 กิโลเมตร เชื่อม 3 อ่างเก็บน้ำ สำหรับโครงการนี้จะเชื่อมโยงแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ผ่านอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
1. สถานีสูบน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อส่งน้ำเข้าสู่ระบบผันน้ำ 2. ระบบท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จังหวัดชลบุรี 3. ปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมประมาณ 5.35 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำเข้าสู่แหล่งน้ำต้นทุนปลายทาง
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับการใช้น้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ซึ่งจำเป็นต้องมีทรัพยากรน้ำเพียงพอและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเหมาะสม โดยกรมชลประทานจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้ในแต่ละปี เพื่อให้การผันน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและรองรับการใช้น้ำของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ 2570–2574 โดยการบริหารจัดการน้ำจะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้น้ำแต่ละภาคส่วน และการจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำและสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ EEC ในระยะยาว
