IN NEWS

รัฐฯสั่งเดินหน้าเร่งรับมือ 'ภัยแล้งเชิงรุก' วาง4ด้านจัดสรรน้ำบริโภค-เกษตร-อุตฯ



กรุงเทพฯ-ครม.รับทราบรายงานผลการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวนของกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร และอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงผ่าน War Room

วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุน การดำรงชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน การเฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมพร้อมรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานแนวทางดำเนินงานสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1. ดูแลน้ำกินน้ำใช้ให้เพียงพอและทั่วถึง โดยบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำชลประทานให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการส่งน้ำเข้าสู่ระบบประปา ตลอดจนติดตามสถานการณ์และปรับแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงวิกฤต

2. เตรียมพร้อมภาคเกษตร ลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพาะปลูก โดยบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและสภาพภูมิอากาศ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) ติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมส่งเสริมการวางแผนเพาะปลูกตามปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง เน้นใช้น้ำฝนเป็นหลักและใช้น้ำชลประทานเสริมในช่วงฝนทิ้งช่วง ตลอดจนเตรียมแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

3. วางแผนจัดสรรน้ำ 255 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเตรียมสนับสนุนปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของแผนจัดสรรน้ำทั้งหมด เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคการผลิต ควบคู่กับการบริหารจัดสรรน้ำให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญและปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

4. เร่งขุดลอกคลอง–กำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขุดลอกคูคลองและแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนนำเทคโนโลยีสำรวจและวัดระดับน้ำมาใช้ประกอบการวางแผนปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและส่งน้ำให้แก่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

สำหรับผลการดำเนินงานสะสม ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบชลประทานและแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

* กำจัดวัชพืชด้วยเครื่องจักร ดำเนินการแล้ว 5.96 ล้านตัน จากเป้าหมาย 6.61 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 90
* กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคน ดำเนินการแล้ว 39,986 ไร่ จากเป้าหมาย 46,823 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 85.4
* ขุดลอกลำน้ำ ดำเนินการแล้ว 183 รายการ จากแผน 274 รายการ
* ปริมาณดินขุดลอกสะสม ดำเนินการแล้วประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง โดยเฉพาะการลดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การปรับปรุงแหล่งน้ำ และการวางแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เพราะภัยแล้งไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลโดยตรงต่อปากท้องประชาชน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อดูแลประชาชนให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกร และรองรับความต้องการของภาคเศรษฐกิจอย่างสมดุล

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการบริหารน้ำให้เพียงพอ แต่ต้องบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะต้องเผชิญ เพราะการป้องกันภัยแล้งที่ดีที่สุด คือการลงมือก่อนที่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย