IN NEWS
'น้ำมันพอ'-ศก.ไทยดี-บ้านเมืองมาก่อน' นายกฯยืนยันในรายการ 'คุยกับครม.อนุทิน'
นายกฯ อนุทิน เดินหน้าปักหมุดไทยบนเวทีโลก ขยายพันธมิตรการค้า-ลงทุน ผนึกเอกชนปลดล็อกอุปสรรคธุรกิจ ชี้การลงทุนภาคเอกชนครึ่งปีแรกเพิ่มราว 30% ส่งออกโตเกือบ 25% มั่นใจเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ยืนยันน้ำมันในประเทศเพียงพอ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเป็นธรรม และสุดท้ายนายกฯ ย้ำ “คิดถึงบ้านเมืองก่อนการเมือง” ผนึกกำลัง ครม. ทุกฝ่ายทำงานเพื่อประชาชน
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 09.05 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการขยายพันธมิตรการค้าและการลงทุน การสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยบนเวทีโลก และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากการประชุมและการลงพื้นที่แล้ว ยังมีการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาความร่วมมือกับผู้นำทั่วโลก สร้างพันธมิตร ขยายการค้า และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งการเป็นคู่ค้า การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม และการเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร โดยต้องการให้ประเทศคู่ค้ามองไทยเป็นพันธมิตร ไม่ใช่เพียงผู้ขายสินค้า การพบปะผู้นำประเทศต่าง ๆ จึงเป็นโอกาสนำเสนอศักยภาพของไทย และแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ทั้งด้านการค้า การลงทุน และโอกาสใหม่ ๆ
และยังได้ถึงข้อวิจารณ์ว่าการเดินทางไปต่างประเทศของรัฐบาลเป็นการท่องเที่ยวว่า การเดินทางในนามรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะการพบผู้นำประเทศ ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมและดำเนินงานล่วงหน้า ก่อนผลักดันข้อตกลงหรือความร่วมมือในขั้นสุดท้าย การเดินทางแต่ละครั้งจึงมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่การเดินทางไปเพื่อลุ้นว่าจะเจรจาสำเร็จหรือไม่ แต่เป็นการผลักดันการเจรจาไปสู่ข้อสรุป เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ต่อยอดได้ในอนาคต ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเดินทางไปต่างประเทศและการทำงานของทีมไทยแลนด์จะช่วยให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ว่า มีผู้เข้าร่วมจากกว่า 190 ประเทศ ทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพต้องผ่านการพิจารณาหลายด้าน ทั้งความเหมาะสม ความปลอดภัย มาตรฐานสถานที่ และความสะดวกในการรองรับผู้เข้าร่วมประชุม
เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ได้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ทั้งงบประมาณ การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย สถานที่ประชุม อาหาร และแผนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยมองว่าการประชุมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเห็นศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ทั้งมาตรฐานการจัดงาน ความสะดวกในการเดินทาง และความสามารถในการรองรับการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นผลจากความสามารถและการทำงานของคนไทย
การจัดประชุมระดับโลกยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE ซึ่งมีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ดูแล หากประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น ก็มีโอกาสดึงดูดการประชุมขององค์กรธุรกิจ สมาคม และองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาจัดงานในประเทศเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศที่เข้าร่วมประชุมกว่า 190 ประเทศ มากกว่าครึ่งมีธุรกรรม การลงทุน หรือการขยายกิจการอยู่ในประเทศไทยแล้ว พร้อมกล่าวถึงตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปีจนถึงเดือนมิถุนายนว่า มีมูลค่าสูงกว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 ขณะที่การส่งออกของประเทศไทยขยายตัวเกือบร้อยละ 25 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบรายเดือน โดยอยู่ในระดับสูงสุดในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
รัฐบาลได้หารือกับภาคเอกชนตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มยอดขาย การดึงดูดนักลงทุน และการขยายโอกาสทางธุรกิจ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาและกลั่นกรองปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงลดขั้นตอน ระยะเวลา และกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนคล่องตัวขึ้น โดยมุ่งเพิ่มยอดขายและการลงทุน สร้างการจ้างงาน และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
ยืนยันน้ำมันในประเทศเพียงพอ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายกฯกล่าวต่อถึงการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความจำเป็นในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
สำหรับความมั่นคงด้านพลังงานว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ ประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ทั้งก๊าซธรรมชาติ ลม และแสงอาทิตย์ ซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์
ประเทศไทยต้องเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศจะส่งผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งผันผวนตามสถานการณ์และเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามากลั่นและใช้ภายในประเทศยังมีเพียงพอ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอจนต้องบริหารจัดการสต็อกและพิจารณาเรื่องการส่งออกน้ำมัน เนื่องจากมีน้ำมันส่วนเกิน แม้ประเทศไทยยังนำเข้าน้ำมันในปริมาณเดิม แต่ประชาชนให้ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัด ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานประเภทอื่นมากขึ้น ทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานจากธรรมชาติ รวมถึงการลดการใช้น้ำมันในเครื่องยนต์สันดาป
สำหรับมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยมีแนวทางสนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติไปใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ว่า รัฐบาลเปิดโอกาสให้นำไฟฟ้าส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้กลับเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าของรัฐ และรับเงินจากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนดังกล่าว เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของประชาชนและเปิดโอกาสให้ครัวเรือนสร้างรายได้ในระยะยาว หากมีไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมและกิจการสาธารณะ โดยรัฐบาลดำเนินนโยบายดังกล่าวมาตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และได้รับความสนใจและความร่วมมือจากประชาชน
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันการจ่ายเงินเยียวยาสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีข้อมูลและคุณสมบัติครบถ้วน อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินบางกรณีอาจล่าช้า เนื่องจากต้องตรวจสอบว่าผู้ขอรับความช่วยเหลือมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ต้องพิจารณาความช่วยเหลือเป็นรายครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในต่างจังหวัดมีระบบตรวจสอบที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นประจำ เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบภัยอยู่บ่อยครั้ง โดยนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านมีข้อมูลเกี่ยวกับครัวเรือนและสามารถช่วยยืนยันผู้ประสบภัยได้ แต่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในลักษณะดังกล่าวได้ไม่บ่อย จึงต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งข้อมูลเจ้าของบ้าน ผู้เช่า ผู้มีบัตรและไม่มีบัตร ตลอดจนบุคคลต่างด้าวและผู้ที่มีสถานะแตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณไปถึงผู้ประสบภัยจริงและไม่เกิดการเอาเปรียบกัน
ย้ำ “คิดถึงบ้านเมืองก่อนการเมือง

นายอนุทิน มองถึงแนวทางการทำงานร่วมกันของคณะรัฐมนตรี โดยย้ำว่า ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับในการทำงานของรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากภาคการเมืองว่า การพิจารณาบุคคลเข้าร่วมรัฐบาลคำนึงถึงประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และผลงานที่ผ่านมา โดยมีทั้งผู้ที่มีประสบการณ์จากระบบราชการและผู้บริหารมืออาชีพจากภาคเอกชน ซึ่งสามารถนำความเชี่ยวชาญมาสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศได้
สำหรับบุคลากรในคณะรัฐมนตรี อาทิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้มีประสบการณ์ด้านการคลัง นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้บริหารมืออาชีพจากภาคเอกชน และพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีประสบการณ์จากสายอาชีพทหาร โดยยืนยันว่าพอใจกับผลงานของรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท พร้อมให้ความมั่นใจว่า หากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีเจตนารมณ์ที่ดี และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ก็สามารถทำงานได้ โดยมีระบบราชการและกฎระเบียบเป็นกรอบในการดำเนินงาน
สำหรับรัฐมนตรีที่มาจากภาคการเมือง ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้บริหารพรรคการเมือง มีบทบาทสำคัญในการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจบริบทของพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เสียงของประชาชนมีความสำคัญ และรัฐบาลต้องนำข้อเสนอและปัญหาที่ได้รับฟังมาพิจารณาผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
การทำงานของรัฐบาลเป็นการผสานความรู้และประสบการณ์จากภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคเอกชน โดยแต่ละฝ่ายมีบทบาทเกื้อหนุนกัน โดยผู้ที่มีประสบการณ์ในระบบราชการสามารถช่วยหาแนวทางดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบ ขณะที่ฝ่ายการเมืองนำเสนอปัญหาและความต้องการของประชาชน เมื่อทำงานร่วมกันจึงเกิดพลังในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่คณะรัฐมนตรีทำงานด้วยการให้เกียรติและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือประโยชน์ของประเทศและประชาชน และเมื่อนโยบายใดต้องอาศัยมติคณะรัฐมนตรี ก็ถือเป็นผลงานร่วมกันของรัฐบาล
“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดถึงการเมืองก่อนไม่ได้ ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมระบุว่า ต้องการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีความปลอดภัย มีความพร้อม มีความสงบสามัคคี และมีรากฐานที่ดี
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากข้าราชการประจำ ซึ่งไม่เพียงสนับสนุนการดำเนินนโยบาย แต่ยังช่วยเสนอแนวคิดและต่อยอดการทำงานร่วมกัน โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีการนำแนวคิดจากฝ่ายข้าราชการประจำมาร่วมพัฒนา ถือเป็นโชคดีในการบริหารราชการ
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีฝากว่า ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาล พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีหน้าที่และมีความเต็มใจที่จะเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสที่ดีขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ที่ดีขึ้น ตลอดจนมีความสุขมากขึ้น
