IN NEWS
เผยขึ้นทะเบียนกุ้งมังกร7สีภูเก็ตสินค้าGI สู่สินค้าพรีเมียมโลละ3พ้นทำเงินปีละ65ลบ.
กรุงเทพฯ-“อัยรินทร์” เผย ขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” สินค้า GI ลำดับ 4 ของจังหวัดยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านสู่สินค้าพรีเมียม ราคากิโลกรัมละ 3,000 บาท คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี
วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต (Phuket Lobster) ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน
สำหรับความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง มีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง
“กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน”นางสาวอัยรินทร์ ระบุ
