IN NEWS
ปลัดคลังยืนยัน!คืนชีพ'คนละครึ่งพลัส-2' รอรัฐบาลใหม่และงบฯพร้อมเดินหน้าทันที
กรุงเทพฯ-ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งทั่วไปปี2569 อย่างไม่เป็นทางการพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่พรรคใช้หาเสียง คือการเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ปลัดกระทรวงการคลัง
ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และวางตัว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่อภารกิจแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการสนองนโยบายที่เคยติดขัดในช่วงรอยต่อทางการเมืองให้กลับมาเดินหน้าได้ทันที
สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ถือเป็นนโยบายที่มีความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และเชื่อว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม รูปแบบ รายละเอียด และแนวทางปฏิบัติ ยังต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เข้ามาให้ความชัดเจน
ทั้งนี้ ประเมินว่าโครงการคนละครึ่ง จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยการเดินหน้าโครงการช่วงปลายปี 2568 สามารถกระตุ้นจีดีพีได้กว่า 0.3%
ส่วนเรื่องงบประมาณจะเพียงพอต่อการเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 หรือไม่นั้น เนื่องจากมีวงเงินเพียง 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่มีนโยบายที่จะผลักดันโครงการกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท นายลวรณ กล่าวว่า จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง จากทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์
ทั้งนี้ กลุ่มที่จะเข้าร่วมโครงการ ก็ยังเป็นตัวเล็กระดับฐานราก ทั้งผู้บริโภค และร้านค้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง
”เชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“
ขณะที่การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กระทรวงการคลังได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ต้องเดินหน้าโดยเร็ว โดยหากมีรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อม หรือรัฐบาลอยากปรับหลักการก็สามารถดำเนินการได้ หากไม่ผิดหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)
สำหรับการเตรียมความพร้อม สำหรับแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดิมนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีเรื่องที่ท่านยังไม่ดำเนินการ และมีเรื่องที่อยากดำเนินการเพิ่มเติม ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาขับเคลื่อนบางเรื่องที่เวลาไม่พอ ในช่วงการเข้ามาเป็นรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมา
ส่วนเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ล่าช้าหรือไม่นั้น นายลวรณ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกระบวนการ หากกกต. รับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วสูงสุดที่ 60 วัน ก็จะมีประโยชน์ต่อการเดินหน้าจัดทำงบประมาณปี 70 แต่ที่ผ่านมา กกต. ใช้เวลาถึง 60 วันเต็ม จึงทำให้หลังจากเลือกตั้งเสร็จต้องรอไปกว่า 2 เดือน
ขณะที่การเดินหน้าโครงการบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาว (TISA)นั้น เหลือเพียง 10% เท่านั้น ที่เป็นส่วนเห็นต่าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หลักการเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาว และเป็นทางเลือกผู้ที่จะออม โดย 10% ที่เหลืออยู่นั้น จะต้องไปปรับหลักเกณฑ์ให้ได้รับการยอมรับสำหรับทุกฝ่าย
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างเป็นทางการนั้น จะต้องรอตัวเลขจากสภาพัฒน์ ที่จะแถลงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงสัดส่วนจีดีพีในปี 2568 และคาดการณ์ปี 2569 โดยกระทรวงการคลังจะนำตัวเลขอย่างเป็นทางการปี 2568 ซึ่งเป็นฐาน มาประเมินจีดีพีปี 2569 ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2% โดยการคาดการณ์ดังกล่าว นับรวมกับประมาณการการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีผลบังคับใช้ล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส ส่วนปัจจัยเรื่องจากจัดตั้งรัฐบาลจะมีผลต่อเศรษฐกิจปีนี้หรือไม่นั้น มองว่ายังเร็วไปที่จะประเมินเรื่องดังกล่าว แต่เชื่อว่าหากมีโครงการรัฐเข้าไปสนับสนุน เศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวเพิ่มเติมได้อีก
