IN NEWS
นายกฯสั่งเร่งระบายน้ำรับฝนหนักรอบใหม่ 9-11ต.ค.นี้/ฝาก5เรื่องฝ่าวิกฤตน้ำท่วม
กรุงเทพฯ-นายกฯ สั่งเร่งระบายน้ำ รับฝนระลอกใหม่ เตือนพื้นที่เสี่ยงวางแผนอพยพล่วงหน้า ย้ำภาคใต้ซักซ้อมแผน–แยกผู้ป่วยจากศูนย์พักพิง และสั่ง5เรื่องเร่งช่วยผู้ประสบภัย-เตรียมรับฝนหนัก กำชับภาคใต้พร้อมทุกด้าน ตั้งทีมเฉพาะกิจเร่งตรวจสอบ-โอนเงินเยียวยาทันที
วันนี้ (8 ตุลาคม 2569) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 9 ของการประชุมติดตามสถานการณ์ โดยสถานการณ์ฝนบริเวณตอนบนของประเทศมีแนวโน้มลดลง แต่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเร่งวางแผนระบายน้ำ เตรียมพื้นที่รับน้ำ แจ้งเตือนและซักซ้อมความเข้าใจกับประชาชน ก่อนเข้าสู่ฝนระลอกใหม่
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้หน่วยงานใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่นำเสนอในรูปแบบแผนที่และไฮไลท์พื้นที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งประชาชนสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย มาใช้ประกอบการแจ้งเตือนในพื้นที่สำคัญให้ทั่วถึง รวมทั้งนำข้อมูล Nowcasting ซึ่งเป็นการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงเวลาสั้น ๆ มาประกอบกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์และการแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน
สำหรับพื้นที่ที่ประเมินว่าจะมีน้ำท่วมสูง ขอให้เตรียมการอพยพประชาชนล่วงหน้า โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความเสี่ยงและสามารถวางแผนและตัดสินใจรับมือสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ลุ่มน้ำบางปะกงในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทราทราบว่าได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เพื่อเร่งระบายน้ำ ส่วนพื้นที่ภาคใต้ที่เตรียมพร้อมแล้ว ขอให้ใช้ช่วงเวลานี้ทำการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และทำความเข้าใจกับหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเตรียมความพร้อมของทรัพยากรและบุคลากรให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่
สำหรับการประเมินสถานการณ์เพื่อการบริหารและสั่งการของ บกปภ.ช. พบว่า 1.) น้ำฝน ปริมาณฝนสูงสุดอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 112 มิลลิเมตร โดยน้ำลดลงกลับสู่ภาวะปกติแล้ว ขณะที่กรุงเทพมหานครมีฝนตกสูงสุดที่เขตคลองเตย 41 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในความสามารถของกรุงเทพมหานครในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า วันที่ 9-11 ตุลาคม จะมีฝนตกทุกภาคทั่วประเทศ ยกเว้นภาคเหนือ วันที่ 12-13 ตุลาคม ภาคใต้ ฝนตกหนักถึงหนักมาก 2.) น้ำท่าหรือน้ำในแม่น้ำ เขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำจาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมีความสมดุลและสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ลดลง ส่วนลุ่มน้ำป่าสักยังคงเน้นการระบายน้ำอย่างเหมาะสม เนื่องจากเขื่อนป่าสักอยู่ในภาวะน้ำเต็มเขื่อน ขณะที่ลุ่มน้ำบางปะกงยังเฝ้าระวังที่บริเวณปลายน้ำ โดยได้สั่งการให้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม 3.) น้ำในเขื่อน ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ 83% ของความจุ และ 4.) น้ำทะเลหนุน ยังคงมีน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงบ่ายของทุกวันตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 ตุลาคม จึงต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาเร่งผลักดันน้ำลงทะเลในช่วงเวลาที่เหมาะสม
นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้การดูแลกลุ่มเปราะบางดำเนินการ โดยแยกผู้ป่วยออกจากผู้ที่ไม่ป่วย ไม่ควรนำผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุมาอยู่รวมกับประชาชนทั่วไปในศูนย์พักพิง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาจเป็นอุปสรรคต่อการดูแลด้านสุขอนามัย พร้อมให้กระทรวงสาธารณสุขจัดระบบส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมตามระดับ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ เพื่อให้สามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบ และเตรียมมาตรการดังกล่าวรองรับสถานการณ์น้ำระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้น
นายกฯ ให้5ข้อสังการเร่งช่วยผู้ประสบภัย-เตรียมรับฝนหนัก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีข้อสั่งการอื่น ๆ หลังการหารือในที่ประชุม เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
1. ดูแลสุขภาพประชาชน ให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ติดตามและดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิด
2. จัดการซากสัตว์และการป้องกันโรคระบาด ให้เร่งดำเนินการกำจัดซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล และ หลักวิชาการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางควบคุมและป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนเพิ่มเติมแก่ประชาชน
3. เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนัก พื้นที่ที่คาดการณ์ว่าอาจเกิดฝนตกหนักในระยะอันใกล้ ไม่เกิน 3 ถึง 6 ชั่วโมงข้างหน้า หรือที่เรียกว่า Nowcasting ให้ผู้ว่าฯ ในพื้นที่นั้นๆ ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับหน่วยงานและชุดปฏิบัติการให้มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที ให้เร่งสำรวจและแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งอุปสรรคต่อการระบายน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถไหล และระบายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
4. สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ขอเน้นย้ำการเตรียมความพร้อม โดยให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
- ติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมกำหนดพื้นที่เสี่ยงและจุดเฝ้าระวัง โดยทบทวนข้อมูลพื้นที่ประสบภัยเดิม พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดระบายน้ำสำคัญ เส้นทางคมนาคม และพื้นที่สำคัญที่อาจได้รับผลกระทบ
- ตรวจสอบและปรับปรุงระบบระบายน้ำ ได้แก่ คูคลอง ทางระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ
- เตรียมความพร้อมด้านกำลังพลและทรัพยากร รวมทั้งจัดทำแผนสนับสนุนและการบูรณาการทรัพยากรระหว่างพื้นที่
- เตรียมความพร้อมด้านการอพยพ และการแจ้งเตือนประชาชน โดยทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิง เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการสื่อสารแจ้งเตือนให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- กำกับ ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงาน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รายงานผลการเตรียมความพร้อม รวมทั้งปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด และความต้องการรับการสนับสนุนมายังส่วนกลางผ่าน บกปภ.ช.
- ประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุฉุกเฉิน และช่องทางติดต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นทางการ
- จัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ของแต่ละหน่วยงานตามภารกิจและความรับผิดชอบ เพื่อบูรณาการ การปฏิบัติงาน การประสานงาน และการสนับสนุนทรัพยากรให้เป็น ไปอย่างมีเอกภาพ โดยขอให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
5. เร่งสำรวจ ประเมิน และตรวจสอบครัวเรือนในพื้นที่ประสบภัยที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการเยียวยาไว้แล้ว และพร้อมโอนเงินให้ประชาชนเมื่อผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งทีมทำงานเฉพาะกิจเพื่อเร่งสำรวจ ตรวจสอบ และส่งรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาให้ส่วนกลางดำเนินการโอนเงินโดยเร็ว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์น้ำลดลงทั้งหมดหรือรอรวบรวมรายชื่อผู้ประสบภัยทั้งจังหวัดให้ครบก่อน แต่ให้ดำเนินการทยอยจ่ายตามหลักเกณฑ์ เมื่อครัวเรือนใดผ่านการตรวจสอบและมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ให้เร่งดำเนินการได้ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยให้ได้รับเงินเยียวยาโดยเร็ว
