IN NEWS

น้ำในพื้นที่เสี่ยงเริ่มลด/จับตา9-13ต.ค.นี้ กทม.ตอ.ดีขึ้น/69ล.เยียวยา8.2ครัวเรือน



กรุงเทพฯ-รัฐบาลเร่งบริหารจัดการน้ำ ลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยง เตรียมรับฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค. พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วม ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว ย้ำรัฐบาลบริหารน้ำไร้รอยต่อ ประสานกรุงเทพฯ สมุทรปราการ กรมชลประทาน และ สทนช. เร่งช่วยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เผย กทม. เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก เดินหน้าฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชน ย้ำผู้ประสบภัยทั้งกรณีน้ำท่วมบ้านหรือน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา และรัฐเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ล็อตแรก 8,219 ครัวเรือน วงเงินกว่า 68 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีภายในวันนี้ พร้อมเร่งกระบวนการให้ประชาชนได้รับเงินเร็วขึ้น

'น้ำ'ลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยง เตรียมรับฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC – Joint Information and Communication Center) ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สภาพอากาศในช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 เป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ โดยปริมาณฝนไม่ได้เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ และยังสามารถบริหารจัดการน้ำได้ตามแผนที่เตรียมไว้

สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศ คาดว่าจะมีฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะวันที่ 10–12 ตุลาคม ซึ่งจะมีปริมาณฝนสะสมเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันตก ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นไป คาดว่าภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงและยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ซึ่งยังมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง

ส่วนกรุงเทพมหานคร สถานการณ์ในพื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ประชาชนสามารถสัญจรบนเส้นทางต่าง ๆ ได้เกือบทั้งหมด ขณะที่พื้นที่ซึ่งยังมีน้ำท่วมขัง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและฟื้นฟูบ้านเรือนได้โดยเร็ว

โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการน้ำว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยปัจจุบันมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนลดลงเหลือ 16.03 เมตร ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรองรับฝนระลอกใหม่ ควบคู่กับการลดระดับน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้สามารถเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีการเร่งบริหารจัดการน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำส่วนที่เกินระดับกักเก็บให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และเตรียมพื้นที่รองรับน้ำระลอกใหม่ โดยบริหารจัดการร่วมกับระบบทางน้ำและเขื่อนพระราม 6 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ระดับน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลดลงประมาณ 10–20 เซนติเมตรในระยะใกล้

ส่วนจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการปรับลดอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำเริ่มลดลงและยังไม่ล้นแนวป้องกันน้ำ

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก คาดว่าจะมีฝนตกในจังหวัดกาญจนบุรีช่วงวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569 โดยเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณมีระดับน้ำลดลงและยังมีความสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้ ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนบริเวณแม่น้ำแม่กลอง ระดับน้ำยังไม่ล้นตลิ่งและยังมีพื้นที่รองรับน้ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ติดตามประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ได้ยกสิ่งของขึ้นที่สูงแล้ว ขอให้ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

ขณะเดียวกัน จังหวัดสมุทรสงครามได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมบริเวณอัมพวา รวมเป็น 12 เครื่อง เพื่อเร่งผลักดันน้ำออกสู่ทะเล ส่วนจังหวัดเพชรบุรีมีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน โดยปรับลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำระลอกใหม่ พร้อมเตรียมมาตรการรับมือกรณีระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น

ด้านสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก ซึ่งยังเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ระดับน้ำเริ่มลดลง ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อำเภอเมืองปราจีนบุรีมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แต่ยังลดลงอย่างช้า ๆ และยังมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง

ส่วนจังหวัดนครนายก มีการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำ โดยมวลน้ำจากจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายกจะไหลมารวมกันบริเวณอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่น้ำอาจเอ่อล้นแนวคันกั้นน้ำ

ย้ำรัฐบาลบริหารน้ำไร้รอยต่อกรุงเทพฯ สมุทรปราการ กรมชลประทาน และ สทนช. 

นายแพทย์เอกภพ เปิดเผยถึงข้อมูลสภาพอากาศและแนวโน้มฝน พร้อมการบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ  ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนฝนระลอกใหม่ 9–13 ตุลาคม โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันตก โดยนางสาววิรงรอง สุขา นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เปิดเผยในการแถลงของศูนย์ว่า การพยากรณ์อากาศในเดือนตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางแห่ง ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักในบางพื้นที่

สำหรับช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 คาดว่าจะมีฝนระลอกใหม่ เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูฝน โดยมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านบริเวณภาคใต้ตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่งผลให้แต่ละพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา ดังนี้

- วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช ระนอง และยะลา
- วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชและพังงา
- วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พัทลุง สงขลา และสตูล
- วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง
- วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ภาคใต้ยังคงมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดระนองและยะลา

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังได้ โดยขอให้ประชาชนวางแผนการดำเนินชีวิตและการเดินทางด้วยความระมัดระวัง พร้อมติดตามประกาศและข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้

สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น แม้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงประมาณชั่วโมงละ 1–2 เซนติเมตร จึงคาดว่า หากประเมินร่วมกับปริมาณฝนที่ตกลงมา อาจสามารถปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันระบายอยู่ที่ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะทยอยลดการระบายเป็นขั้นบันไดตามสถานการณ์

สำหรับปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำบางไทรอยู่ที่ประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจากการตรวจสอบของกรุงเทพมหานคร ระดับน้ำในบางจุดยังต่ำกว่าระดับตลิ่งประมาณ 95 เซนติเมตร และบางจุดต่ำกว่าประมาณ 1.20 เมตร สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาจึงมีแนวโน้มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง

สำหรับลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 98.5 ของความจุอ่างฯ โดยมีการบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ และยังคงระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการบริเวณเขื่อนแม่กลองตอนล่าง ปัจจุบันมีการระบายน้ำประมาณ 1,127 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำแม่กลองบริเวณท้ายเขื่อนสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 1,300–1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษบริเวณตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองซึ่งมีระดับต่ำกว่าฝั่งซ้าย

สำหรับจังหวัดเพชรบุรี ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. คาดว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์แล้ว

นายไพฑูรย์ กล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ว่า จากการคาดการณ์มีปริมาณน้ำไหลลงสู่พื้นที่ประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเกือบ 10 เท่าของความจุเขื่อนขุนด่านปราการชล โดยมวลน้ำส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ด้านตะวันออกหรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง

เมื่อพิจารณาสัดส่วนของลุ่มน้ำ พบว่า ปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำบางปะกงมีสัดส่วนประมาณ 4 เท่าของลุ่มน้ำปราจีนบุรีและนครนายก ขณะที่บริเวณลุ่มน้ำในพื้นที่ฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะบริเวณคลองท่าลาด มีปริมาณน้ำประมาณ 2–3 เท่า อย่างไรก็ตาม ลักษณะภูมิประเทศบริเวณด้านตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งมีภูเขาสูง ทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและถูกผลักข้ามแนวคันโครงการพระองค์ไชยานุชิตเข้าสู่พื้นที่รอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดฉะเชิงเทรา

จากการตรวจสอบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของยุโรปล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พบว่ามวลน้ำบางส่วนถูกผลักเข้ามาอยู่ในพื้นที่ระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรากับกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้บริหารจัดการและระบายน้ำอย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มตั้งแต่พื้นที่นครนายก องครักษ์ และบางส่วนของบางน้ำเปรี้ยว รวมถึงพื้นที่ระหว่างแนวคันโครงการพระองค์ไชยานุชิต

ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยกรมชลประทานจะบริหารจัดการและเร่งผลักดันน้ำลงสู่คลองชายทะเลให้เร็วที่สุด ขณะที่บริเวณคลองชายทะเล กรมชลประทานได้เร่งสูบน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับต่ำ ส่วนคลองสำโรง หน่วยงานท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการได้เร่งระบายน้ำเช่นกัน เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำจากพื้นที่โดยรอบ

เมื่อกรุงเทพมหานครสามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้แล้ว จะสามารถเปิดรับน้ำบางส่วนเพื่อช่วยระบายน้ำจากพื้นที่รอยต่อได้เพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว บ้านโพธิ์ และราชสาส์น จะเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำประมาณ 4 จุด พร้อมเร่งสูบน้ำในพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน

นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า แม้ปริมาณน้ำในปีนี้จะมากกว่าปี 2556 แต่เนื่องจากมวลน้ำส่วนหนึ่งถูกผลักเข้าสู่พื้นที่ระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะบริเวณฝั่งตะวันตกของจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้ระดับน้ำสูงสุดคาดว่าจะต่ำกว่าปี 2556 อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ จึงได้ระดมกำลังและทรัพยากรของทุกหน่วยงานลงพื้นที่อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง

โฆษกรัฐบาลกล่าวในช่วงท้ายว่า รัฐบาลได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำแบบไร้รอยต่อ โดยมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับสถานการณ์ฝนระลอกใหม่ และเร่งคลี่คลายผลกระทบในพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาโดยเร็วที่สุด

เผยกทม.เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกเดินหน้าฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชน

นางสาวลลิดา เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า จากสถานการณ์เมื่อวานนี้ที่มีน้ำท่วมขังในระดับสูง 3 เส้นทาง วันนี้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ไม่พบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในระดับสูง โดยยังคงมีน้ำท่วมขังในระดับปานกลาง 2 จุด ได้แก่ ถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนยังสามารถสัญจรได้ แต่ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง

ขณะที่ปัจจุบันมีชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังมีน้ำท่วมขัง จำนวน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ได้แก่ เขตสายไหม เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง เขตลาดกระบัง และเขตประเวศ โดยพื้นที่บางส่วนของเขตลาดกระบัง ระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ขั้นตอนการทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ในภาวะน้ำปริ่มตลิ่งและได้รับน้ำเพิ่มเติมจากพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ครอบคลุมบางส่วนของพื้นที่หนองจอก บางกะปิ และลาดพร้าว

สำหรับรายละเอียดแผนการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร รวมถึงประเด็นการเยียวยาประชาชนและหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ชุมชนเคหะคลองจั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในสื่อสังคมออนไลน์ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันไม่พบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงบนถนนสายหลักแล้ว คงเหลือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในระดับปานกลางบริเวณถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง

กรุงเทพมหานครได้สำรวจพื้นที่ชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขัง พบว่ามีจำนวน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ได้แก่ เขตสายไหม หนองจอก คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม มีนบุรี สะพานสูง ลาดกระบัง และประเวศ โดยกรุงเทพมหานครมีแผนเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด โดยจะเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ชุมชนผ่านระบบท่อระบายน้ำลงสู่คลองสาขาและคลองย่อย ก่อนส่งต่อไปยังคลองสายหลักและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครได้เฝ้าระวังและเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำจากพื้นที่ชุมชน หากมีฝนตกเพิ่มเติม สำหรับชุมชนที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จะดำเนินการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมและแนวคันกั้นน้ำ พร้อมสูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่คลองอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) คาดว่าระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดในช่วงเวลา 17.44 น. โดยกรมอุทกศาสตร์คาดการณ์ระดับน้ำไว้ที่ 1.97 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ยประมาณ 3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับสถานการณ์ได้ และยังไม่มีเหตุให้ต้องกังวล

ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่เคหะร่มเกล้านั้น กรุงเทพมหานครได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมเพื่อดำเนินการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ภายหลังน้ำลด โดยคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ได้ภายใน 4–5 วัน พร้อมจัดตั้งจุดพักขยะขนาดใหญ่ 2 จุด แบ่งตามโซนพื้นที่ และระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์จากพื้นที่โดยรอบเข้ามาสนับสนุนภารกิจขนย้ายขยะ เนื่องจากมีปริมาณขยะจำนวนมาก

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนช่างฝีมือทหารในการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเรือน รวมถึงให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางและการใช้ยานพาหนะ

สำหรับปริมาณขยะที่กรุงเทพมหานครเก็บขนได้ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ 720 ตัน ทำให้มียอดสะสม 3,118 ตัน หรือเฉลี่ยประมาณ 346 ตันต่อวัน

ด้านการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 62,483 ราย โดยเมื่อพิจารณาตามประเภทความช่วยเหลือ พบว่าประชาชนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านค่าดำรงชีพมากที่สุด รองลงมาคือค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าเครื่องมือหรือทุนประกอบอาชีพ ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ที่มีการลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตบางกะปิ และเขตสายไหม ตามลำดับ

สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาของกรุงเทพมหานคร กรณีน้ำท่วมขังบ้านไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท ส่วนกรณีน้ำท่วมขังบ้านเกิน 7 วัน แม้ทรัพย์สินจะไม่ได้รับความเสียหาย ก็จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาทเช่นเดียวกัน

กรณีบ้านหรือที่พักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากอยู่ในภาวะน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน จะได้รับความช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาท

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงระบบการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ โดยปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้ประชาชนต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน หากที่อยู่จริงตรงกับข้อมูลในทะเบียนบ้าน รวมถึงไม่จำเป็นต้องแนบสำเนาโฉนดในกรณีดังกล่าว

สำหรับประชาชนที่ไปยื่นเรื่อง ณ สำนักงานเขต กรุงเทพมหานครขอความร่วมมือให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปแสดงเพื่อประกอบการดำเนินการ หากบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตได้ โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่อไป

รัฐเร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยล็อตแรก8,219 ครัวเรือนวงเงินกว่า 68 ล้านบาท 

นางสาวลลิดา ยังได้เปิดเผยถึงการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์

ดร.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1) ส่วนแรก เป็นการพิจารณาจ่ายเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยในส่วนของจังหวัดเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

สำหรับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ประกอบด้วย ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ หลังละไม่เกิน 88,600 บาท ค่าเช่าที่พักอาศัยไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท ค่าช่วยเหลือกรณีได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป จำนวน 5,000 บาท กรณีได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ จำนวน 16,600 บาท และค่าจัดการศพ รายละไม่เกิน 35,700 บาท หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้หาเลี้ยงครอบครัว จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 35,700 บาท

ประชาชนที่ประสบภัยและประสงค์ขอรับความช่วยเหลือในส่วนนี้ สามารถยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

2) ส่วนที่สอง เป็นเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มเติมจังหวัดสมุทรสงคราม ทำให้มีพื้นที่ที่อยู่ในหลักเกณฑ์การได้รับความช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีรวม 66 จังหวัด โดยเป็นการช่วยเหลือในอัตรา 9,000 บาท และ 5,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท กรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีบ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท

สำหรับอาคารหรือตึกสูง แม้ตัวอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้อมพื้นที่จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท

สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ปภ. ได้รับข้อมูลจากจังหวัดและดำเนินการตรวจสอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8,219 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สระแก้ว ตาก จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน คิดเป็นวงเงินรวม 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยภายในวันนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ ปภ. ตรวจสอบข้อมูลในขั้นตอนสุดท้ายภายใน 1 วันทำการ ก่อนส่งต่อให้ธนาคารออมสินตรวจสอบตามระเบียบทางการเงินและสถานะบัญชี และดำเนินการโอนเงินให้ผู้ประสบภัยต่อไป จากเดิมที่กระบวนการตรวจสอบในแต่ละขั้นตอนอาจใช้เวลานาน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล

สำหรับกระบวนการขอรับเงินเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี ประชาชนสามารถแจ้งความเสียหายหรือผลกระทบจากภัยพิบัติได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และการยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร

เมื่อยื่นคำร้องแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกรุงเทพมหานครจะรับคำร้องเข้าสู่ระบบและตรวจสอบข้อมูล ที่อยู่ รวมถึงเอกสารหลักฐานว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนส่งให้อำเภอและจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องผ่านคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในระดับอำเภอและระดับจังหวัด เมื่อผ่านการรับรองแล้ว จังหวัดจะส่งข้อมูลมายัง ปภ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้น ปภ. จะส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินดำเนินการตรวจสอบและโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ประสบภัย

เมื่อเงินช่วยเหลือถูกโอนแล้ว ประชาชนสามารถตรวจสอบยอดเงินได้จากบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน โดย ปภ. ได้ประสานไปยังกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงขอให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูล เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลมายัง ปภ. และธนาคารออมสินได้โดยเร็ว และประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

สำหรับยอดการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 1,422,167 ครัวเรือน โดยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 582,855 ครัวเรือน จังหวัดสมุทรปราการ 205,152 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานี 177,655 ครัวเรือน จังหวัดฉะเชิงเทรา 58,052 ครัวเรือน และจังหวัดนนทบุรี 49,628 ครัวเรือน ตามลำดับ

3) ส่วนที่สาม เป็นการช่วยเหลือตามโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติภาครัฐให้แก่ประชาชน ซึ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมการคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย ชีวิต และร่างกาย

ปัจจุบันมีการอนุมัติจ่ายสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีของทายาทภายในวันนี้ เป็นเงินจำนวน 2 ล้านบาทตามหลักเกณฑ์ นับเป็นรายแรกที่ได้รับการจ่ายสินไหมทดแทน ขณะที่กรณีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ระหว่างบริษัทประกันภัยตรวจสอบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมทดแทน

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันผู้มีสิทธิ เพื่อให้สามารถส่งต่อข้อมูลเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้โดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลมุ่งให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงตามหลักเกณฑ์ และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับผู้ประสบภัยที่อยู่ในกลุ่มการจ่ายเงินเยียวยาล็อตแรก ขอให้ตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเข้าบัญชีภายในวันนี้