IN NEWS

สรุปมติครม.11ส.ค.69ใน9ประเด็นสำคัญ ครมสัญจร/นมรร.ถึงม.3/รื้อรหัสข้อมูลรัฐ



กรุงเทพฯ-สรุปมติคณะรัฐมนตรีวันนี้ 11 สิงหาคม 2569 ดังนี้นายกฯ นำ ครม.สัญจร สงขลา 31 ส.ค. 69 - 1 ก.ย. 69 ติดตามผลข้อสั่งการ มุ่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาพื้นที่ โฆษกรัฐบาลย้อนฝ่านค้าน งบฟื้นฟู-ป้องกันอุทกภัย โอนไปแล้ว!/ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลรัฐทั้งระบบ สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที–ล้าง 3 หมื่นระบบใน 15 วัน–บังคับใช้ MFA/ครม. ไฟเขียว แนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า/ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึงนักเรียน ม.1-ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เพิ่มสิทธิเด็ก 582,947 คน ช่วยเสริมโภชนาการ ลดภาระครอบครัว พร้อมเพิ่มการรับซื้อน้ำนมดิบ ช่วยเกษตรกรโคนมและลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด/ครม.เห็นชอบกำหนดปี 2569 เป็น “ปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” สอดรับวาระ UN ที่ประกาศปีเดียวกันเป็น “ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เปิดทางหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมยกระดับระบบงานอาสาสมัครไทยให้เป็นระบบ/ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง พื้นที่ใช้สอยประมาณ 2,508 ตารางเมตร โรงพยาบาลรามัน ตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 1 หลัง/ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อสร้างอาคารรังสีรักษา เป็นอาคาร คสล.4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 2,400 ตารางเมตร (โครงการสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย 1 หลัง/ ครม. เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมไทย–ออสเตรเลีย 4 ปี ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ครอบคลุมความมั่นคง–เศรษฐกิจ–พลังงานสะอาด พร้อมจับมือสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ/ ครม. เห็นชอบปฏิญญาร่วมไทย–นิวซีแลนด์ ยกระดับสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ เดินหน้าความมั่นคง–การค้า–นวัตกรรม ตั้งเป้าเพิ่มการค้าทวิภาคี 3 เท่าภายในปี 2588

วันนี้ (วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบฝ่ายค้านที่ตั้งคำถาม ถึงความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือและป้องกันอุทกภัยพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายงบกลาง วงเงิน 843 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแล้ว

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า จากรายงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ พบว่าขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่ง กษ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้  ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัย และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับการประชุม ครม. สัญจร ณ จังหวัดสงขลา นายกรัฐมนตรีมีกำหนดลงพื้นที่ตรวจราชการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยจะให้ความสำคัญกับการติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุทกภัย ตลอดจนประเด็นด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้

ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลรัฐสั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที

นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi - Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID)   หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย  ตามที่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ  เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล

คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ทั้งนี้ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงปลอดภัยฯ ให้ สกมช. มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มากไปกว่านั้น ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ 3 มารตรการ ที่เป็นผลจากการประชุมของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เสนอ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้

1. Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก

2.System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (แบ็ก เอนด์) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่  

3. ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (ระบบ MFA) ในระบบภาครัฐทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม

ครม. ไฟเขียว แนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ  งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ  ดังนั้นการดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา   

 วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ดังนี้

1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้

1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569 

2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575

 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่

1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา  5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว

ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน

รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 

“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน” นางสาวรัชดาระบุ

“นมโรงเรียน”ไปต่อเติมสิทธิ ม.1-ม.3 ช่วยลดน้ำนมดิบล้นตลาด

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ ครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน สำหรับนักเรียนระดับชั้น ม.1-ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ พร้อมอนุมัติให้รวมกลุ่มเป้าหมายโครงการฯ ประกอบด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษาถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำหรับการดำเนินงานในปีการศึกษา 2570

การขยายโครงการมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 582,947 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ เข้าถึงโภชนาการที่เหมาะสมในช่วงวัยที่กำลังเติบโต โดยเดิมโครงการนมโรงเรียนครอบคลุมเด็กตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึง ป.6 ขณะที่นักเรียน ม.1-ม.3 ยังไม่ได้รับการจัดสรรนมจากโครงการ

ขณะเดียวกัน การเพิ่มกลุ่มเป้าหมายยังช่วย เพิ่มการรับซื้อน้ำนมดิบเข้าสู่ระบบการผลิต ลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรโคนม รวมถึงช่วยให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีตลาดรองรับมากขึ้น

สำหรับการดำเนินโครงการในปีการศึกษา 2569 เนื่องจากภาคเรียนที่ 1 ได้เริ่มไปแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนเริ่มจัดส่งนมให้เด็กกลุ่มใหม่ใน เดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับจำนวนวันที่จัดส่งนมให้สอดคล้องกับระยะเวลาการเรียนการสอนที่เหลืออยู่ จากเดิม 260 วัน เหลือประมาณ 145 วัน พร้อมปรับกรอบงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนวันที่ดำเนินโครงการ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การขยายโครงการครั้งนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาได้เข้าถึงโภชนาการที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างตลาดรองรับน้ำนมดิบในประเทศ ลดความเสี่ยงปัญหาผลผลิตล้นตลาด และช่วยสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องให้เกษตรกรโคนม จึงเป็นมาตรการที่ได้ประโยชน์ทั้ง เด็ก ครอบครัว เกษตรกร และอุตสาหกรรมนม ไปพร้อมกัน

รัฐบาลประกาศปี 2569 “ปีอาสาสมัครไทย

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสมตลอดปี 2569 พร้อมเห็นชอบให้นำข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปฏิบัติ

การประกาศปีอาสาสมัครไทยครั้งนี้ สอดรับกับองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (International Year of Volunteers for Sustainable Development 2026: IVY 2026) เพื่อส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยประเทศไทยมีการดำเนินงานด้านอาสาสมัครมาอย่างต่อเนื่อง และได้ร่วมขับเคลื่อนวาระดังกล่าวกับประชาคมระหว่างประเทศมาโดยตลอด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของปีอาสาสมัครไทย คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกิจกรรมอาสาสมัครของหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ การร่วมกิจกรรมในโอกาสวันอาสาสมัครไทยและวันอาสาสมัครสากล รวมถึงการทำงานอาสาสมัครในรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่และความถนัดของประชาชน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนา “ระบบสนับสนุนคนทำงานอาสา” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ ครม. เห็นชอบครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับงานอาสาสมัครด้านนโยบายและกฎหมาย สนับสนุนการทำงานของอาสาสมัคร รวมถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพในการปฏิบัติงาน และส่งเสริมความร่วมมือด้านงานอาสาสมัครกับต่างประเทศ

2. พัฒนาระบบบริหารจัดการงานอาสาสมัคร ให้มีระบบและกลไกที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการจัดตั้งสถาบันจัดการและอบรมอาสาสมัคร ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครระดับจังหวัดและท้องถิ่น การสนับสนุนการปฏิบัติงานและการจัดสวัสดิการ ตลอดจนพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาสาสมัคร เพื่อให้การประสานงานและติดตามการทำงานมีประสิทธิภาพ

3. สร้างความรู้และขวัญกำลังใจแก่คนทำงานอาสา ส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของอาสาสมัครต่อการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมในโอกาสสำคัญ และสร้างขวัญกำลังใจ ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ปฏิบัติงานอาสาสมัครในรูปแบบต่าง ๆ

“การประกาศปีอาสาสมัครไทยจะช่วยให้พลังของประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลจะพัฒนาระบบสนับสนุนให้คนที่ต้องการทำงานอาสาสมัครสามารถเข้าถึงข้อมูล การประสานงาน และกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การทำงานอาสาสมัครเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ มอบหมายให้ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอาสาสมัคร ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) เป็นกลไกขับเคลื่อนวาระปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยมี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานงานของประเทศไทย ส่วนการจัดกิจกรรมในปี 2569 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม และสามารถประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและภาคเอกชนเพื่อร่วมดำเนินกิจกรรมได้

ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลกายูบอเกาะ อ.รามัน ยะลา1หลัง

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข  รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

 นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ งบประมาณทั้งสิ้น 46.46 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 37.17 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ จากฐานรากชนิดเสาเข็มเจาะ เป็นฐานรากชนิดแผ่ ตามผลการทดสอบการเจาะสำรวจชั้นดิน ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้จัดทำราคากลางงานก่อสร้างอาคารเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฐานรากดังกล่าว โดยได้สืบราคาวัสดุก่อสร้างจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งกำหนดราคากลางเป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท และต่อมาจังหวัดยะลาได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยมีผู้เสนอราคาต่ำสุด เป็นเงินทั้งสิ้น 48.85 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท และต่ำกว่าราคากลาง จำนวน 1.15 ล้านบาท โดยวงเงินที่เกินกว่าเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท โรงพยาบาลรามันจะใช้เงินบำรุงสมทบ ต่อไป

 สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว อนุมัติให้ สป.สธ. เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และเห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างรายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ ในวงเงิน 48.85 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท ที่ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายแล้ว และเบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ (เงินบำรุงโรงพยาบาลรามัน) จำนวน 2.39 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ จำนวน 37.17 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ สป.สธ. ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2570 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป

ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อสร้างอาคารรังสีรักษา เป็นอาคาร คสล.4 รพ.ศรีสังวรสุโขทัย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 รายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาล ศรีสังวรสุโขทัยฯ งบประมาณทั้งสิ้น 60.5 ล้านบาท

ผูกพันงบประมาณ ปี 2569 – 2570 และได้ดำเนินการกำหนดราคากลางท้องถิ่นรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคากลางจังหวัดได้ดำเนินการกำหนดราคากลางงานสิ่งก่อสร้างอาคารดังกล่าว เป็นเงิน 69.06 ล้านบาท

สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว เห็นชอบความเหมาะสมของราคารายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ในวงเงิน 68.63 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9.08 ล้านบาทส่วนที่เหลือ จำนวน 59.55 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2571 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ จึงขอให้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 เป็นปีงบประมาณ

พ.ศ. 2569 - 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ถูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเมื่อได้รับผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้วหากไม่เกินวงเงินที่ สงป. ให้ความเห็นชอบ ให้แจ้ง สงป. ทราบและดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ ขอให้ สป.สธ. ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และต่อรองราคาจนถึงที่สุดด้วย

ครม. เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมไทย–ออสเตรเลีย 4 ปี

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ค.ศ. 2026–2029 เพื่อเป็นกรอบขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศในระยะ 4 ปี พร้อมเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมอีก 2 ฉบับ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์สำคัญจากการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนปฏิบัติการร่วมฉบับใหม่เป็นการสานต่อความร่วมมือภายหลังแผนฉบับ ค.ศ. 2022–2025 สิ้นสุดลง โดยครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและการค้า ความร่วมมือรายสาขา ความเชื่อมโยงระดับประชาชน ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค

ในด้านการเมืองและความมั่นคง จะครอบคลุมทั้งความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงรูปแบบใหม่ ธรรมาภิบาล และเทคโนโลยีสำคัญ ขณะที่ความร่วมมือรายสาขาจะขยายไปสู่เกษตร การศึกษา การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ความเท่าเทียมทางเพศ และสวัสดิการสังคม

สำหรับร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยและออสเตรเลียจะยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกที่สงบสุขและมั่นคง พร้อมกระชับความร่วมมือในการรับมือภัยอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศและความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน

ส่วนร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จะมุ่งส่งเสริมการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่เข้มแข็ง

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย และเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียร่วมประกาศและ/หรือลงนามในแถลงการณ์ร่วมทั้ง 2 ฉบับ ระหว่างการเยือนดังกล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า เอกสารทั้ง 3 ฉบับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของไทยและออสเตรเลียในการยกระดับความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ร่วมพิจารณาแล้วว่าเนื้อหาสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศ และสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน.

ครม. เห็นชอบปฏิญญาร่วมไทย–นิวซีแลนด์

นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ เพื่อกำหนดทิศทางและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปฏิญญาร่วมดังกล่าวจะเป็นกรอบสำคัญต่อยอดจากแผนปฏิบัติการร่วมของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยมีกำหนดลงนามในช่วงการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคม 2569

สาระสำคัญของความร่วมมือแบ่งเป็น 4 เสาหลัก โดยด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมการหารือระดับสูงและความร่วมมือด้านกลาโหม รวมถึงร่วมรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ ตลอดจนปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการค้ายาเสพติดผ่านกลไกทั้งทวิภาคีและพหุภาคี

ด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม จะผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความร่วมมือด้านเกษตร การฝึกอบรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SMEs โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 3 เท่าภายในปี 2588 หรือ ค.ศ. 2045 พร้อมยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย–นิวซีแลนด์ และสานต่อความร่วมมือในกรอบ APEC, WTO, RCEP และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์

ด้านวัฒนธรรมและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การท่องเที่ยว การพัฒนาทักษะและทุนการศึกษา รวมถึงสนับสนุนการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศ และแสวงหาแนวทางอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง นักเรียน นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ

สำหรับความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ทั้งสองฝ่ายจะขยายความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและภูมิภาคแปซิฟิก ร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านตามกฎหมาย ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ยังยืนยันสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ของประเทศไทย

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้หารือร่างปฏิญญาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 38 หน่วยงาน ซึ่งไม่มีข้อขัดข้อง และเห็นว่ากรอบความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทย สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาร่วมไม่มีถ้อยคำที่มุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ โดยคณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามร่วมกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ด้วย.